ด้วยที่ว่าในปัจจุบันนั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ E-Commerce ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจเล็กใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น OTOP ชุมชน, ธุรกิจ SMEs แม้แต่ธุรกิจรายใหญ่ก็พร้อมเข้าสู่สนามรบกันอย่างพร้อมเพียง
เพราะการทำธุรกิจ E-Commerce ในปัจจุบันนั้นไม่เพียงแค่ยึดติดอยู่กับการขายสินค้าออนไลน์ แต่เป็นการพัฒนาให้ออกมาเป็นสินค้าและบริการที่มีความหลากลหลายมากยิ่งขึ้น โดยมีรูปแบบดังต่อไปนี้
- การตลาดแบบขายตรง Network Marketing
- การเปิดคอร์สเรียนออนไลน์
- การให้เช่าใช้ลิชสิทธิ์เพลงหรือหนังออนไลน์
- การเพิ่มช่องทางการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการ โดยสามารถจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ตามตู้ ATM, 7-Eleven, หรือแม้แต่นักพัฒนาแนว Fin Tech ที่พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริการทางการเงินแบบออนไลน์ในรูปแบบเงินอีเล็กทรอนิกส์
เมื่อ E-Commerce ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ และกลายเป็นธุรกิจต่างๆ กันอย่างหลากหลาย จึงจำเป็นต้องมีเทคนิคที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้นำไปพัฒนาเพื่อให้ E-Commerce ของเรานั้นประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
1.อย่ารีบเปิดตัว เว็บไซต์ E-Commerce หากยังไม่พร้อม
เพราะความไม่พร้อมเป็นสาเหตุที่ทำให้ E-Commerce นั้นไปสู่ความล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว และเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการเตรียมคาวมพร้อมให้ครบทุกส่วนทั้งการจัดทำ SEO, Content Marketing, Social Media และการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เพราะเรื่องเหล่านี้ล้วนต้องมีการเตรียมการอย่างเป็นระบบและต้องใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น
2.โฟกัสที่ลูกค้าเป็นสำคัญ
ข้อจำกัดของเว็บไซต์ E-Commerce คือลูกค้าไม่สามารถได้สัมผัสกับสินค้า ดังนั้นเราควรต้องเข้าใจลูกค้าว่าต้องการซื้อ และได้อะไรจากสินค้า อาจนำเสนอด้วยรูปภาพเพื่อให้เกิดแรงดึงดูด หรือวิดีโอสาธิตการใช้ และเว็บไซตือาจต้องอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้ามากที่สุด เพื่อให้การซื้อขายนั้นมีความง่าย สะดวกสบาย ชวนซื้อขาย
3.ทดสอบจนมั่นใจว่าใช่
ก่อน ระหว่าง หรือหลังจากที่เปิดตัวเว็บไซต์ E-Commerce สิ่งที่่ต้องลงทุนคือ การทดสอบการใช้งานเว็บไซต์จากผู้ใช้จริง นำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์และปรับปรุงเว็บไซต์ให้เหมาะสมตอบสนองกับการใช้งานมากที่สุด
4.ใช้สื่อโซเชียลอย่างถูกวิธี
เมื่อทำธุรกิจ E-Commerce ไม่จำเป็นต้องจ้าง Outsource มาจัดการและดูแลเนื้อหาในโซเชียล แต่ควรใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงลูกค้าเพราะเป็นช่องทางเดียวที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากทีสุด รวดเร็วที่สุด และหากคิดว่าไม่ถนัดในส่วนใด เช่นบทความ ก็ควรจ้างเพียงแค่ผู้ที่ความถนัดเฉพาะทางนั้นๆ เข้ามาช่วย แต่เรานั้นต้องเป็นผู้ที่สื่อสารและตอบคำถาม รวมไปถึงความคิดเห็นต่างๆ ด้วยตัวเอง
5.อย่าลืมปุ่มแชร์โซเชียล
อย่าลืมว่าควรต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อ่านที่จะชื่นชอบในเนื้อหาและบทความของเรา เพื่อให้พวกเขาได้เผยแพร่และบอกต่อออกไปในกลุ่มสังคมของเขาด้วย ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีฟังก์ชั่นสำหรับการแชร์ในทุกหน้าเว็บไซต์ด้วยเสมอ เพื่อเป็นการช่วยให้บทความของเราได้เคลื่อนไหวสู่สังคมมากขึ้น
6.ต้องรองรับมือถือ
เนื่องด้วยในปัจจุบันปริมาณการใช้มือถือในสังคมไทยนั้นมากขึ้น และการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ก็ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้น E-Commerce ของเราจึงต้องรองรับการใช้งานบนมือถือ เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนา เพิ่มผลกำไรทางธุรกิจ
7.ติดท็อปใน Google Search
เมื่อเราสามารถเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของลูกค้าได้ จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของเรานั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด เพราะ Google Search มีอิทธิพลมากสำหรับเว็บไซต์ E-Commerce เพราะว่าการค้นหาสินค้าของลูกค้านั้นมักจะใช้ Google ในการค้นหาเสมอ จึงคุ้มค่าต่อการลงทุน และทางที่ดีควรทำให้เป็นไปตามหลัก SEO เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้ามหมายมากที่สุด เพ่ือเป็นการเพิ่มผลกำไรให้ทางการค้ามากขึ้นเช่นกัน
8.จัดเก็บรวบรวมข้อมูลให้ดี
ข้อมูลของลูกค้าและพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้านั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ และต้องมีเครื่องมือที่ดีคือระบบจัดการเว็บไซต์ E-Commerce ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบระเบียบ
9.มีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
เพราะเทคโนโลยีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และทุกการพัฒนานั้นคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องและตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภค ก็จะทำให้ธุรกิจนั้นมีความยั่งยืนต่อไป
ที่มา : TNT