ติดปีกให้ธุรกิจด้วย DIGITAL MARKETING


ปัจจุบันมีการทำธุรกิจที่หลากหลายมากมายมากขึ้น ใครก็ต่างอยากลงทุนและมีธุรกิจเป็นของตัวเองเพื่อหวังว่าในอนาคตจะมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเพิ่มมูลค่าให้ตนเองอย่างมหาศาล เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่เติบโตไปตามยุคสมัยและความนิยมก็คือเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในโลกยุคดิจิทัล อีกทั้งต้องมีการปรับตัวให้เท่าทัน เพื่อให้เรากลายเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

เช่นเดียวกัน SME ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโต โดยประกอบไปด้วย SME รายเล็กและรายใหญ่ที่มีรายชื่อทั้งในและนอกระบบ และในขณะเดียวกันธุรกิจจำนวนมากกลับประสบความสำเร็จไม่ถึง 20% นั่นอาจเป็นเพราะว่าสถานการณ์ปลาใหญ่กินปลาเล็ก นั่นคือกิจการเจ้าใหญ่กว่าได้เปรียบทางการค้ามากกว่าเสมอ และการปรับตัวไม่เท่าทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นต้นทุนในการผลิตอีกด้วย อีกทั้งนอกจากนี้กลับพบว่าผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่นั้นยังไม่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยยังใช้วิธีการเดิมๆ อยู่เช่นเดิมในการทำธุรกิจ เนื่องจากขาดความรู้และความเข้าใจ การนำทักษะมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายท่านต้องล้มเลิกกิจการไปเพราะธุรกิจนั้นหยุดชะงักนั่นเอง 

จากเหตุผลข้างต้นส่งผลให้ ทางสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติฯ เดินหน้ากลยุทธ์ในการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการจัดทำโครงการ “พัฒนาผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบการค้าแบบดิจิทัลสู่ภาคอุตสาหกรรม” (Business Transformation to Digital Economy) โดยร่วมกับ 8 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในภาคอุตสาหกรรม สามารถเรียนรู้ในการทำ E-Business ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี หรือ E-Supply Chain (E-Catalog, E-Commerce, E-Inventory, E-Invoice รวมถึงระบบสินค้า Stock Online) โดยเป็นระบบสินค้าที่จะช่วยให้สะท้อนถึงความต้องการซื้อ (Demand) และความต้องการขาย (Supply) ตลอดจนการชำระเงินออนไลน์ หรือE-Payment ซึ่งจะก่อให้เกิด Market Place ในรูปแบบการแลกเปลี่ยน การซื้อ-การขายสินค้า หรือ Business-to-Business (B2B) อย่างมีประสิทธิภาพ 

รวมไปถึงการทำธุรกิจออฟไลน์อาจมีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจในโลกออนไลน์ ซึ่งแน่นอนความเสี่ยงที่จะพบเจอและได้รับย่อมมีขึ้นอยู่แล้ว แต่การทำธุรกิจออนไลน์นั้นจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะชนได้มากกว่าธุรกิจแบบออฟไลน์ เพราะสามารถขายได้ตลอดเวลา ลดต้นทุนการจ้างพนักงาน รวมไปถึงเช่าสถานที่อีกด้วย และที่สำคัญนั้นการทำธุรกิจออนไลน์ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าธุรกิจเราจะเล็กหรือใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นขนาดใดก็สามารถทำโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ต่างๆ ได้ไม่ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่เลยทีเดียว 

ยุคสมัยที่ก้าวหน้าของสังคมในสมัยนี้นั้นส่งผลให้รูปแบบการใช้ชีวิตได้เปลี่ยนไป ความเจริญทางเทคโนโลยี และความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้คนมีความกระตือรือร้นและเอาใจใส่สิ่งที่ได้เข้ามาในสังคมมากขึ้น พร้อมกับการยอมรับและปรับตัว สิ่งเหล่านี้ส่งผลไปกับทุกสิ่งที่อยู่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคมนาคม เศรษฐกิจและอื่นๆ โดยอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั่นคือเศรษฐกิจในตอนนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าอยู่เสมอทุกเวลา เนื่องจากเป็นสิ่งที่คนในสังคมส่วนใหญ่ได้ให้ความสนใจและมีหลายช่วงวัยที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกิจ โดยไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ทุกคนในสังคมนั้นต่างก็ทำได้ ประกอบกับการมีอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันจึงทำให้เกิดการซื้อขายในโลกออนไลน์กันเกิดขึ้น สังคมมีอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงรวมไปถึงการใช้สมาร์ทโฟนที่อำนวยความสะดวกต่อทุกท่านในขณะนี้ เหล่านี้จึงได้ส่งผลให้มีการให้ความสนใจจากทุกคนในสังคมจนเกิดการพัฒนาจากภาคธุรกิจต่างๆ จนทำให้ในปัจจุบันขณะนี้การทำธุรกิจออนไลน์จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ในอนาคต และอีกทั้งมีแนวโน้มว่าจะเป็นการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคตเช่นกัน







ที่มา : depa, blog.itopplus