เมื่อเข้าสู่โลกดิจิทัลหลายธุรกิจก็ได้เข้าสู่ตลาดออนไลน์กันมากขึ้น หลายธุรกิจก็ได้ประสบความสำเร็จจากตลาดออนไลน์เหล่านี้ เช่นเดียวกันหลายธุรกิจก็ต้องล้มเหลวลงไปเนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปไม่ได้ ในส่วนของข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซึ่งหลายคนอาจมองข้ามและอาจไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา และข้อผิดพลาดต่อไปนี้เองที่จะนำมาเล่าให้เหล่าเจ้าของกิจการ และคนทำธุรกิจทั้งหลายต้องหันกลับไปมองที่ธุรกิจของตนเองว่าการตลาดออนไลน์ที่เรากำลังทำอยู่นี้มีข้อผิดพลาดใดบ้าง
1.สร้างแบรนด์ไม่สำเร็จ
หลายคนอาจให้ความหมายเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ที่ผิดแปลกไป จึงส่งผลให้การสร้างแบรนด์นั้นไม่ประสบความสำเร็จ แต่หากเราเข้าใจในโครงสร้างเหล่านี้ก็หมายความว่าเราสามารถทำแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จได้เกินครึ่ง
Target Audience กลุ่มลูกค้าที่เราต้องกระจายสินค้า นั่นคือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร เพราะก่อนที่เราจะสร้างแบรนด์ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและสื่อที่เราต้องการนำเสนอนั้นสำคัญมาก เพื่อให้การตลาดของเรานั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
Core Value คุณค่าของแบรนด์ สิ่งที่ต้องทำคือรู้ว่าแบรนด์ของเรานั้นมีคุณค่าอย่างไรและให้ประโยชน์กับลูกค้าในทิศทางไหน ต้องมีความชัดเจนและสอดคล้องกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลโก้ การโปรโมทและโฆษณาต่างๆ เช่นแบรนด์ Starbucks ร้านกาแฟที่มีสาขาและเป็นที่รู้จักทั่วโลก และสิ่งที่ starbucks เป็นคือ “the third Place” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ 3 ที่ทำให้คนนึกถึงนอกจากที่ทำงานและบ้าน และเราจะสร้างความเป็นตัวตนให้ลูกค้านึกถึงแบบไหนเช่นกัน
Unique ความแตกต่างของแบรนด์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แบรนด์ควรจะมีเพื่อให้เป็นจุดดึงดูดความสนใจจากลูกค้าให้มากที่สุด ยิ่งมีความแตกต่างและเป็นตัวของตัวเองมากเท่าไหร่ก็จะได้ใจลูกค้าไปมากเท่านั้น และที่สำคัญความ Unique ต้องมาพร้อมคุณภาพด้วย
Logo & Tagline เป็นสัญลักษณ์และคีย์เวิร์ดที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของแบรนด์ ทำให้ผู้คนจดจำได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น

เพียงเท่านี้ก็ทราบแล้วว่า ภาพตรงหน้าคือแบรนด์ Apple และนี่ก็คือตัวอย่างของ Tagline นั่นเอง
Brand Character ตัวตนของแบรนด์ที่สื่อสารออกมา การวางตัวตนให้ลูกค้ารู้สึกรักและไว้วางใจในแบรนด์ของเรานั้นถือเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากจะทำให้ประทับใจและจะทำให้ลูกค้าจงรักภักดีในแบรนด์ของเราอีกด้วย ที่สำคัญต้องมีความสม่ำเสมอเป็นมิตรทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
2.ไม่มีความรู้ในการเจรจากับผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือที่เราเรียกว่า เอเจนซี่ นั้นมีมากขึ้นและมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้นในปัจจุบัน การเลือกเอเจนซี่เพื่อร่วมทำงานนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญและสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทราบคือ
- ความเชี่ยวชาญและรูปของงานที่เอเจนซี่ถนัด
- ผลงานทั้งหมด (ที่เคยทำงาน)
- สามารถวัดผล KPI ได้อย่างไรบ้าง
- เงื่อนไขในการส่งงาน
ข้อมูลข้างต้นจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเจรจาและการทำงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการทำงานร่วมกันและที่สำคัญอย่างลืมว่าไอเดียแต่ละไอเดียของเอเจนซี่ควรนำมาปรับให้เข้ากับแบรนด์ของเรามากที่สุด
3.ไม่มีความรู้ในเรื่องของ KPI
KPI (Key Performance Indicator) คือ ตัวดัชนีชี้วัดผลงานและความสำเร็จของงาน

ขอบคุณภาพจาก (digitalmarketingacademythailand)
CPM (Cost per thousund impression)
เป็นจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายต่อ 1000 การมองเห็น ราคาขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายที่เรากำหนด
CTR (Click through rate)
ตัวชี้วัดที่บอกถึงความสนใจของผู้ที่มองเห็น ยิ่งมีเปอร์เซนต์เยอะมากเท่าไหร่แปลว่ามีผู้สนใจในแคมเปญของเรา
CPC (Cost per click)
จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อ 1 การคลิกซึ่งราคาจะแตกต่างกันตามธุรกิจ ซึ่งการคลิกนี้จะไม่นับรวมการมองเห็น
CVR (Conversion rate)
เปอร์เซนต์ที่ใช้วัดผู้ที่ซื้อสินค้าต่อผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมสินค้าของเรา มีค่าตัวเลขเท่าไหร่ก็จะเป็นตัวที่ใช้บอกถึงความคุ้มค่าของ CPC ที่จ่ายไป
CPA (Cost per action)
เป็นค่าที่สำคัญที่สุดเพราะจะเป็นตัวที่กำหนดว่ากำไรหรือขาดทุน ซึ่งค่านี้จะคำนวนจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทำแคมเปญต่อจำนวนคนที่ซื้อสินค้าหรือบริการของเรา
เพราะความสำคัญของ KPI นี้เองที่นอกจากจะวัดในเรื่องของผลประกอบการแล้ว ยังสามารถนำไปใช้กำหนดกลยุทธ์หรือเป็นการสื่อสารกับ Agency ได้อีกด้วย
4.ไม่ใช้ประโยชน์จาก Website อย่างเต็มที่
บางธุรกิจนั้นอาจคิดว่าช่องทางอื่นสะดวกและใช้งานง่ายมากกว่าการใช้เว็บไซต์ ซึ่งส่งผลให้ไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับเว็บไซต์ถึงแม้ว่าจะอยู่ก็ตาม แท้จริงแล้วเว็บไซต์นั้นได้ให้ประโยชน์และข้อมูลในการทำธุรกิจหลายอย่าง อย่างที่รู้กันดีว่าสามารถสร้างความน่าเชื่อถือต่อแบรนด์ได้ นอกจากนั้นยังสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้อีกด้วย อีกทั้งรูปแบบของเว็บไซต์ที่เอื้อต่อการใช้งานของผู้บริโภคก็มีความสำคัญ
กระบวนการทำเว็บไซต์ที่ดี คือ มีช่องทางที่เอาไว้เก็บข้อมูลของลูกค้า เช่น E-mail เพื่อการนำเสนอข่าวสาร หรือสินค้าใหม่ๆ ในอนาคต การใช้งานของเว็บไซต์ง่าย และไม่ซับซ้อน ทั้งนี้ต้องมองในมุมของลูกค้าเป็นสำคัญด้วย และที่สำคัญความเร็วของเว็บไซต์ที่เป็นตัวกำหนดว่าจะทำให้ผู้บริโภคอยู่ที่หน้าเว็บไซต์ของเราต่อหรือไม่ และหากต้องการให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและมียอดขายที่เพิ่มขึ้นก็ควรทำเว็บไซต์ติด SEO อันดับต้นๆ
5.ทำการตลาดเพียงด้านเดียว
ถึงแม้ว่าการตลาดแบบออนไลน์จะมาแรงในขณะนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการตลาดแบบออฟไลน์จะไม่สำคัญ ซึ่งผู้บริโภคในปัจจุบันได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับสินค้าต่างๆ มากขึ้นและโลกออฟไลน์ก็สามารถช่วยยืนยันได้ว่าสินค้าในโลกออนไลน์ของเรามีอยู่จริง อีกทั้งการตลาดทั้งสองแบบก็จะเป็นการเพิ่มกลุ่มลูกค้าได้อีกเช่นกัน เพราะก็ยังมีคนที่อาศัยโลกออฟไลน์มากกว่าโลกออนไลน์นั่นเอง
ที่มา : stepstraining