5 วิธีรับมือ แก๊ง CALL CENTER


ความเจริญมักมาพร้อมภัยจากมิจฉาชีพ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม เพราะเทคโนโลยียิ่งมีความเจริญก้าวหน้ามากแค่ไหน กลุ่มคนเหล่านี้ก็มักจะมีวิธีการและเทคนิคต่างๆ มาหลอกล่อให้เรากลายเป็นเหยื่อได้โดยง่าย และยังมาในหลากหลายรูปแบบที่เราอาจจะคาดไม่ถึงก็ได้ ตัวอย่างในบทความนี้คือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ 

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบใช้โทรศัพท์มือถือโทรหาเหยื่อ โดยมีจุดประสงค์ก็คือการหลอกเอาเงินจากกลุ่มเป้าหมายในหลากหลายรูปแบบ และวิธีหลักส่วนใหญ่มักจะอ้างอิงสถาบันการเงินหรืออาจเป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีวิธีการพูดโน้มน้าวใจ คล้ายกับการสะกดจิตให้เหยื่อทำตามสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ และผลลัพธ์คือกลุ่มเป้าหมายเกิดความกลัวและคล้อยตามที่กลุ่มมิจฉาชีพได้วางแผนเอาไว้นั่นเอง 

สำหรับบทความนี้จะเป็นเคล็ดลับให้กับทุกท่านที่มีความเสี่ยงหรือบุคคลทั่วไปได้ตั้งมือรับสิ่งที่อาจเกิดเป็นภัยต่อเราในอนาคตได้ และมีขั้นตอนอะไรบ้าง ตามมาดูกันได้เลย

1.ตั้งสติ
การตั้งสติคือสิ่งแรกที่เราควรทำ สิ่งนี้ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามแต่เราต้องมีสติอยู่กับตัวในทุกขณะอยู่เสมอ เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สิ่งแรกที่กลุ่มมิจฉาชีพนี้จะทำคือการพูดจากดดัน และหว่านล้อมให้เราเกิดความโลภ หรือมีการพูดเชิงจิตวิทยากดดันให้เราทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นเราจึงอาจจะต้องสำรวจตัวเองก่อนทุกการกระทำ เช่นการรับโทรศัพท์ ไม่ควรรับทันทีและมีสติการที่จะรับโทรศัพท์ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นเบอร์ที่เราคุ้นเคยก็ตามเพื่อให้เราฝึกสติและสมาธิไปในตัว

2.อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว
ข้อมูลส่วนตัวของเรานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อตัวเราและเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้บุคคลอื่น หรือบุคคลแปลกหน้า เนื่องจากว่าเขาอาจเอาข้อมูลของเราไปใช้ในทางที่เสียหายได้ และหากเป็นการอ้างอิงว่ากลุ่มบุคคลเหล่านั้นมาจากสถาบันการเงิน เรายิ่งจำเป็นต้องระมัดระวังเกี่ยวกับข้อมูลของเราให้มากและเป็นความลับมากขึ้น อีกทั้งในหลักความเป็นจริงคือ ทางสถาบันการเงินนั้นจะมีข้อมูลส่วนตัวของเราอยู่แล้ว การถามถึงข้อมูลส่วนตัวของเราอีกครั้งจึงมีความน่าสงสัยว่าเราอาจถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกเอาได้

3.อย่าพึ่งทำตามสิ่งที่เขาต้องการ
ด้วยรูปแบบการเข้าหาเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมาอย่างหลากหลาย และส่วนใหญ่ที่พบนั้นคือการให้เราโอนเงินอย่างกระชั้นชิด เช่นการอ้างว่าต้องโอนเงินในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อเป็นการหักภาษี หรือหากไม่ทำตามเวลาที่กำหนดอาจถูกดำเนินคดี เมื่อเป็นเช่นนี้เหยื่อจึงเกิดการสับสนและลังเลก็จะเร่งรัดให้โอนเงินผ่านตู้อัตโนมัติโดยไม่ผ่านพนักงานสาขา ดังนั้นควรคิดทบทวน มีสติให้ดี และบอกไปว่าจะตดต่อกลับไปในภายหลัง

4.สอบถามไปยังหน่วยคอลเซ็นเตอร์ของหน่วยงานนั้นๆ
เมื่อเราได้ทำการตัดสายจากปลายสายที่ต้องสงสัย จากนั้นรีบดำเนินการติดต่อไปยังหน่วยงานที่ถูกอ้างอิง เพื่อสอบถามถึงข้อเท็จจริงและเป็นการแจ้งให้หน่วยงานนั้นได้รับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการนำไปแก้ปัญหาและหยุดปัญหานี้ต่อไปในอนาคต

5.หากตกเป็นเหยื่อ
เมื่อเรารู้ตัวแล้วว่าเราตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพนี้ เมื่อเราเกิดพลาดพลั้งอย่าเพิ่งโทษตัวเองแต่สิ่งที่ต้องรีบทำนั้นคือการแก้ไขช่วงเวลาปัจจุบันให้ทันท่วงทีมากที่สุด และสิ่งที่ต้องทำมีดังต่อไปนี้
- รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เบอร์, ช่วงเวลา, เลขบัญชีของมิจฉาชีพ, ตู้เอทีเอ็มที่เราได้โอนเงินให้
- แจ้งธนาคารเพื่อระงับกาณโอนเงินและถอนเงิน
- นำหลักฐานไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ข้อมูลข้างต้นคือการเอาตัวรอดจากกลุ่มมิจฉาชีพนี้ เช่นกันเราอาจใช้ไหวพริบของเราในขณะที่ทำการคุยกับแก๊งคอลเซนเตอร์อาจทำการบันทึกเสียงในช่วงสนทนา หรือการสอบถามข้อมูลกลับเพื่อยืดบทสนทนาให้ยาวขึ้น และเป็นการนำสิ่งนี้ไปเป็นหลักฐานสำคัญให้กับตำรวจ หรืออีกหนึ่งวิธีคือ การใช้แอปพลิเคชั่นบล็อคเบอร์โทรศัพท์เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเหล่านั้นโทรมารบกวนเรา ส่วนใครที่พลาดพลั้งไปแล้วก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ และเป็นการเตือนสติไม่ให้เราไปหลงเชื่อกับแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้อีกครั้ง และมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น

 

 

 





ที่มา : news.siamphone