หลายคนคงทราบกันดีแล้วว่าญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศอันดับต้นๆ ในการคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย ความล้ำสมัย และความปลอดภัย ยังรวมไปถึงการขนส่งที่รวดเร็วอีกด้วย
แต่ล่าสุดญี่ปุ่นหันมาให้ความสนใจและเผยว่า "ญี่ปุ่นจะหนุนสตาร์ตอัพ" เพราะธุรกิจการลงทุนหรือความสำเร็จของสตาร์ตอัพยังเป็นสิ่งที่ท้าทายของภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นอยู่นั่นเอง
ฮิเดกิ ชิมาดะ ผอ.ฝ่ายสนับสนุนสตาร์ตอัพ องค์กรเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ได้ให้ความเห็นในระหว่างจัดงาน Techsauce Global Summit 2022 ไว้ว่า...สตาร์ตอัพญี่ปุ่นนั้นเดินหน้าช้าเมื่อเทียบสหรัฐฯ หรืออังกฤษ แต่เมื่อไม่นานรัฐเพิ่งมีนโยบายส่งเสริมให้มีสตาร์ตอัพเพิ่มขึ้น 10 เท่า ภายใน 5 ปี
อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นยังมีจุดแข็งด้านการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งยังเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรนวัตกรรมบางอย่างและการตัดสินใจก็ยังเชื่องช้าอยู่ ซึ่งแนวคิดที่ว่ามุ่งเน้นในการทำการตลาดในประเทศก่อนแล้วค่อยรุกต่างประเทศทำให้เป็นอุปสรรคฉุดรั้งการพัฒนาไว้นั่นเอง
เจโทร (เป็นหน่วยงานสำคัญที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการค้าและการลงทุนไทยกับญี่ปุ่น และสนับสนุนสตาร์ตอัพญี่ปุ่นมาโดยตลอด) ได้นำสตาร์ตอัพ 8 บริษัทที่ผ่านการพิจารณา 10 ปัจจัยหลักมา เช่น
- อัตราการเติบโต
- ลักษณะธุรกิจที่เข้ากับตลาดเมืองไทย
- เรื่องของความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมานำเสนอธุรกิจในไทย
ตัวอย่างบริษัทที่ผ่านการพิจารณา
1. Asilla Inc. (อะซิลลา อิงก์) เป็นผู้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) โดยจะตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติของคนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งได้มองหาลูกค้าทั้งในกลุ่มห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงานต่างๆ เป็นต้น
2. Credit Engine (เครดิต เอนจิน) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ครบวงจร มองหาผู้ให้บริการทวงถามเร่งรัดหนี้สินในเมืองไทยเป็นต้น
3. Rei Frontier (เร ฟรอนเทียร์) เป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์พฤติกรรมและข้อมูลตำแหน่งด้วย AI โดยนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายแคมเปญต่างๆ ได้อย่างตรงจุด โดยต้องการลูกค้ากลุ่มค้าปลีกและดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ!
อย่างไรก็ตามหากมองย้อนกลับไปที่ผ่านมาญี่ปุ่นนั้นมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกเลยทีเดียว และที่สำคัญมีสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่าธุรกิจสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์อยู่แค่เพียง 6 บริษัท หากนำมาเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีบริษัทถึง 554 และจีนมีถึง 174 บริษัท
แต่ถึงอย่างไรก็ตามญี่ปุ่นยังมีข้อได้เปรียบอยู่อย่างมากมาย เช่น อุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถาบันการศึกษาชั้นนำ แรงงานที่มีทักษะ และการเข้าถึงด้วยเส้นทางการเดินเรือที่ทันสมัยและสะดวกสบายเป็นต้น
ดังนั้นการที่ญี่ปุ่นหันมาให้ความสำคัญในการหนุนสตาร์ตอัพในครั้งนี้จะบรรลุเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใดเราต้องติดตามกันต่อไปครับ
-Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ รับทำ SEO รับทำการตลาดออนไลน์ รับทำโฆษณา Facebook รับทำเว็บไซต์ ขอนแก่น และรับทำเว็บไซต์ทั่วประเทศ—
ข้อมูลจาก : thairath.co.th