เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีที่ถูกนำมาปรับใช้กับงานต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของคุณภาพ ความปลอดภัย ความรวดเร็ว และความแม่นยำ
ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แต่ก็ได้เกิดคำถามขึ้นมาอย่างมากมายต่างมุมมองต่างความคิดของแต่ละบุคคล ฉะนั้นสาระความรู้การที่จะนำประเทศไปสู่การแข่งขัน ก็ขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสมด้วย
เช่น พื้นฐานของประเทศส่วนใหญ่ก็คือ “ประเทศเกษตรกรรม” ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 การที่จะเข้าไปสู่ประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบอาจจะทำให้ล่าช้าหน่อย (สิ่งที่ต้องคิดคือจะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีความเข้าใจกับเทคโนโลยี และเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดนั่นเองครับ)
ซึ่งก็คล้ายกับบทความข้างต้น เพราะมีคำถามเกิดขึ้นมาอย่างมากมายและเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแล้วว่า ทำไมเกษตรกรชาวไทยทำเกษตรมาทั้งชีวิตแต่คุณภาพชีวิตกลับไม่ดีขึ้นตามที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำยังขาดทุนจากการทำเกษตรอีก
ในส่วนนี้อาจจะเป็นเพราะหลายปัจจัย และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเข้าถึงและการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับเทคโนโลยี “ที่บทความนี้กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้” (ดังนั้นเป็นสิ่งที่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เขาเหล่านั้นเข้าถึงเทคโนโลยี และรู้จักการใช้เทคโนโลยีอย่างเกิดประโยชน์)
มากกว่าการรอใช้น้ำจากธรรมชาติ การซื้อปุ๋ยเคมีในราคาที่…จากเถ้าแก่ และการขายข้าวให้กับโรงสีในราคาที่…ซึ่งพูดได้เลยว่าเป็นวัฏจักรที่ไม่เคยได้รับการพัฒนาไปมากกว่านี้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดคำนึงว่าเราจะทำอย่างไรให้เกษตรกร (ทุกอาชีพการเกษตร) มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (จากประโยชน์ของเทคโนโลยีดังกล่าวนั่นเองครับ)
เมื่อไม่นานที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่ามีหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทกับการเกษตรมากยิ่งขึ้น เช่น การผลักดันให้เกิดเทคโนโลยี “สมาร์ตฟาร์ม” มากยิ่งขึ้น
โดยในส่วนนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ความปลอดภัย ความแม่นยำ ตัวอย่างเช่น สมาร์ตฟาร์มสู่ไร่อ้อย เหมือนกับที่เวียดนามทำได้ผลมาแล้ว 1 ไร่ คือ สามารถคำนวณได้ว่าจะได้ผลผลิตในปริมาณเท่าไหร่ ต้องใช้ต้นทุนเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มทุนและมีกำไร (ซึ่งก็ได้คำนวณกันไว้ตั้งแต่เริ่มมีการลงมือปลูกแล้ว)
ทั้งนี้ “ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะประธาน Spearhead ด้านเศรษฐกิจ” ได้ผนึกกำลังกับนักวิจัยคนไทยเพื่อแก้ปัญหา (ชาวไร่อ้อย) ผ่านแพลตฟอร์มบริการ FPS ซึ่งมีความสามารถในการช่วยแก้ปัญหา เช่น
- ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลิต
- แก้ปัญหาคุณภาพที่ต่ำกว่าเกณฑ์
- นำระบบพลังงานชีวมวลมาใช้ในระบบได้มากกว่าร้อยละ 20 (รวมแล้วมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาทต่อปีต่อโรงงาน)
ซึ่งนโยบายที่ได้รับมอบหมายมาจาก สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม ที่มีการให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือดีพร้อม ได้(ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม และได้เน้นไปยังอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เพราะในส่วนนี้ (จะนำไปสู่โมเดล) การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งคุณภาพและปริมาณ (เป็นการนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด)นั่นเองครับ
--Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ รับทำ SEO รับทำการตลาดออนไลน์ รับทำโฆษณา Facebook รับทำเว็บไซต์ ขอนแก่น และรับทำเว็บไซต์ทั่วประเทศ—
ข้อมูลจาก : thairath.co.th