10 มีนาคม 2566 ครีเอทีฟด้านการสื่อสารทางการตลาดออนไลน์ และการออกแบบเว็บไซต์
10 มีเดียเทรนด์มาแรงในปี 2023 (จากนีลเส็น)

ไม่กี่ปีที่ผ่านมาโลกของเราเผชิญกับปัญหาโรคระบาดโควิด-19 การเมือง หรือจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จึงทำให้ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คนในสังคม เช่นเดียวกับการเสพเสื่อที่เปลี่ยนไปของผู้คนในสังคม

 

ดังนั้นในบทความนี้เราจึงมาวิเคราะห์และสรุป 10 มีเดียเทรนด์มาแรงในปี 2023 จากคุณรัญชิตา ศรีวรวิไล (ซึ่งเป็นผู้อำนวยการธุรกิจมีเดีย บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย) ที่ได้สรุป 10 เทรนด์มีเดียมาแรงในปี 2023 ไว้ดังนี้!!

 

1. Privacy Controls Become “Need to Have” ความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ

สำหรับกลุ่มที่หวงความเป็นส่วนตัวสูงที่สุด คือ กลุ่มสูงอายุ และเจน Z ซึ่งจะส่งผลให้การยิงโฆษณาเพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้นั้นยากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า…

 

“คนไทยส่วนใหญ่หวงความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยมีเพียง 19% ของคนไทยเท่านั้นที่อนุญาตให้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ติดตามพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ โดย 57% อนุญาตให้บางแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ติดตามได้ และอีก 20% ไม่อนุญาตให้ติดตาม” นั่นเอง

 

2. Manage Media Fragmentation by Measuring the Right Audience แก้โจทย์การหากลุ่มเป้าหมายที่ยากขึ้น ด้วย Data และ การวัดผล

เราต่างรู้กันดีว่าสื่อนั้นมีอยู่อย่างมากมายที่ให้เลือกเสพในยุคนี้ ซึ่งคนไทยมีการเสพสื่อที่หลากหลาย โดยจากการสำรวจพบว่าการใช้เม็ดเงินในสื่อดิจิทัล 37% เป็นการลงทุนที่เสียเปล่า เนื่องจากโฆษณาไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นต้องใช้ดาต้า และมีการวัดผล หรือประเมินการลงทุนให้ดี นั่นเอง

 

3. Sports Fandom : Big opportunity for brands “แฟนกีฬา” คือ โอกาสทองที่แบรนด์ควรทำการตลาด

จากข้อมูลของ นีลเส็น พบว่า 4 อันดับกีฬาที่คนไทยชื่นชอบ คือ ฟุตบอล 62% วอลเลย์บอล 56% แบดมินตัน 42% และมวยไทย 41%  โดยฟุตบอล มีฐานแฟนมากกว่า 31.9 ล้านคน (62% ของประชากรไทย) วอลเลย์บอลมีฐานแฟน 28.84 ล้านคน

 

ดังนั้นในการทำ Sport Marketing เนื่องจากการสำรวจของ นีลเส็น พบว่า 85% ของคนไทยเชื่อโฆษณาที่เป็นสปอนเซอร์กีฬา โดย 61% ของแฟนด้อม ตั้งใจซื้อแบรนด์ที่เป็นสปอนเซอร์กีฬา นั่นเอง 

 

4.  Advertising Dive Shopping Cart โฆษณายังช่วยขับเคลื่อนการจับจ่าย

จากผลการสำรวจ คนไทยกว่า 69% ซื้อสินค้าหลังจากเห็นโฆษณา แยกย่อยรายสื่อเมื่อเห็นโฆษณาแล้วกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า คือ สื่อดิจิทัล 40% ทีวี 37% สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์และนักการตลาดยังจำเป็นต้องใช้การโฆษณา เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และสร้างยอดขายให้มากขึ้น

 

5. Digital Audio is Evolving อุตสาหกรรมการฟัง มีการปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ และเติบโตขึ้น

จากผลการสำรวจพบว่า คนไทยกว่า 55% ใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งฟังเพลง ซึ่งเติบโต 57% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้วงการวิทยุปรับตัว เห็นได้ว่า 1 สถานีวิทยุ สามารถฟังได้ทั้งคลื่นวิทยุ FM, แอปพลิเคชั่น, แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้เข้าถึงการฟังได้มากขึ้น (สำหรับวิทยุนั้น 46% คนไทยยังฟังวิทยุอยู่)

 

6. Shoppertainment : Content-Driven Commerce ประสบการณ์การช้อปแบบใหม่ที่เน้นความสนุก

จากผลการสำรวจพบว่า นักช้อป 20% มีการซื้อสินค้าผ่าน Live ขายของ และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วน 25% บอกดู Live จบแล้วมาซื้อสินค้าที่หลัง สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยชอบความสนุก อารมณ์เป็นสิ่งสำคัญในการซื้อสินค้า และพร้อมจ่ายเงินหากคอนเทนต์ถูกใจ

 

7. Influencers help build better connections อินฟลูเอนเซอร์เป็นตัวเชื่อมระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

จากผลการสำรวจ แพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคติดตาม Influencer 5 อันดับแรกได้แก่ Facebook, Youtube, TikTok, IG และ Twitter โดยพฤติกรรมคนไทยติดตาม Influencer เพราะความ Real จากการใช้จริง ความน่าเชื่อถือ และไม่ชอบ Influencer ที่รีวิวสินค้าแบบฮาร์ดเซล เน้นขายของอย่างเดียว

 

8. The Age of Authenticity ยุคของความ Real แบรนด์ต้องโชว์ความจริงใจต่อผู้บริโภค

จากผลการสำรวจของ Nielsen Trust in Advertising พบว่า 3 อันดับแรก ที่คนไทยเชื่อข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า คือ 1.เว็บไซต์ของแบรนด์ฯ 2.แบรนด์สปอนเซอร์ชิป 3.โฆษณาทีวี 

 

ซึ่งการสำรวจล่าสุดสิ่งที่คนไทยเชื่อข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมเข้ามา คือ เชื่อการบอกต่อเกี่ยวกับสินค้าจากคนรู้จัก (Word of Mouth) 84% และความคิดเห็นหรือรีวิว จากสื่อออนไลน์ 75% นั่นเอง

 

9. More Connected, More Content and More Control มีผู้ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้น

จากการสำรวจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยมีการใช้สมาร์ทโฟน เพิ่มขึ้น 19% แท็บเล็ต 586% และสมาร์ทีวี 73% นอกจากนี้ยังใช้เวลากับสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้นการที่ผู้บริโภคเข้าถึงสมาร์ทดีไวซ์เพิ่มขึ้นทั้งในแง่จำนวนและเวลา ทำให้แบรนด์ทำการตลาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการจับจ่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้แบรนด์ได้ 

 

10. Streaming will look more like linear TV การดูสตรีมมิ่งจะเหมือนการดูทีวีมากขึ้น

จากผลการสำรวจ คนไทย 57% ดูสตรีมมิ่งแบบ วิดีโอออนดีมานด์ (VOD) คือ เลือกดูคอนเทนต์ในเวลาที่ต้องการดู หรือดูย้อนหลัง เป็นการดูคอนเทนต์ที่มีโฆษณาแทรก 74.2% และดูแบบสมัครสมาชิกจ่ายค่าบริการไม่มีโฆษณา 25.8% โดย 5 อันดับแรกของ วิดีโอออนดีมานด์ ที่มีผู้ชมสูงสุด คือ 

  1. YouTube 
  2. Facebook 
  3. Netflix 
  4. TrueID 
  5. Viu

 

ดังนั้น “จุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยยอมดูโฆษณาเพื่อแลกกับการดูคอนเทนต์ พฤติกรรมนี้ถือเป็นโอกาสของแบรนด์ นักการตลาดที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางวิดีโอออนดีมานด์ สตรีมมิ่งดูสดออนไลน์”
 

อย่างไรก็ตามหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย โดย นีลเส็น มองว่าทั้ง 10 เทรนด์ดังกล่าวนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปในปี 2023 และต่อเนื่องไปอีก 2 ปี ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์และนักการตลาด สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

และหากท่านใดที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาให้เว็บไซต์สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “การทำ SEO” หรือหากต้องการทำเว็บไซต์อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “การทำเว็บไซต์” และหากต้องการทำโฆษณาสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “การทำโฆษณา” 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

--Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ รับทำ SEO รับทำการตลาดออนไลน์ รับทำโฆษณา Facebook รับทำเว็บไซต์ ขอนแก่น และรับทำเว็บไซต์ทั่วประเทศ

ข้อมูลจาก : brandbuffet.in.th