โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ยุค 4G ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว เทคโนโลยีรวมไปถึงความทันสมัยต่างๆ ก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอีกด้วย หากลองสังเกตจะพบว่าเกือบทุกช่วงเวลาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นกินข้าว ดูทีวี หาแรงบันดาลใจ ช้อปปิ้ง ล้วนมีสิ่งเหล่านี้มาอยู่กับเราเสมอ เช่นกันเมื่อโลกออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อชาวเราแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างก็ได้มีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้การทำธุรกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้เลือกช่องทางออนไลน์ มาเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่และโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เช่นกันเมื่ออยากทำเว็บไซต์ เราก็อาจต้องมีเว็บไซต์ที่สวยงาม ทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานกลุ่มผู้บริโภคให้มากที่สุดและที่สำคัญต้องทำให้แสดงผลผ่านอุปกรณ์พกพาได้อย่าสวยงามอีกด้วย ดังนั้นเมื่อต้องย้ายเว็บไซต์ให้มาอยู่บนอุปกรณ์พกพาจะเลือกทำอะไรดี ระหว่าง Mobile Site, Mobile App หรือ Responsive แล้วทั้งสามตัวนี้แตกต่างกันอย่างไร มาดูกันเลย
Mobile Site (เว็บไซต์เพิ่มเติมสำหรับมือถือ)
การแยกเว็บไซต์ออกมาใหม่อีก 1 เวอร์ชั่นซึ่งเป็นคนละเว็บกับตัวหลักที่มีอยู่เป็นการออกแบบฟังก์ชั่นให้เหมาะกับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือด้วย เช่น การเปลี่ยนรูปแบบเมนู ปุ่มกด ให้มีการใช้งานได้ง่ายขึ้น หรืออาจมีการตัดบางหน้าเว็บที่ไม่จำเป็นโดยเหลือไว้เฉพาะหน้าที่มีเนื้อหาสำคัญเท่านั้น ซึ่งเหมาะกับเว็บไซต์ที่มีฟังก์ชั่นเยอะๆ แต่ต้องการแสดงเนื้อหาบางส่วนในอุปกรณ์พกพา ซึ่งในส่วนหลักๆ ที่จำเป็นในการอัพเดทเว็บไซต์ ระบบ CMS “Content Management System” ก็สามารถมาพัฒนาต่อยอดได้โดยไม่ต้องมีฐานข้อมูลใหม่
ตัวอย่าง : Mobile website ได้แก่ www.atimejobs.com/mobile, m.facebook.com, mobile.twitter.com หรือ m.sanook.com
ข้อดี : สามารถต่อยอดจากเว็บไซต์หลัก เพิ่มเวอร์ชั่นสำหรับมือถือ
ข้อเสีย : รองรับได้ใน Smartphone เพียงอย่างเดียว ซึ่งทำไม่ได้ทุกหน้าจอและต้องทำ SEO สำหรับ Google ให้ Mobile Site ด้วย
Mobile App (แอปพลิเคชั่นบนมือถือ)
รูปแบบโปรแกรม Application บนอุปกรณ์พกพา และแอปฯ นั้นมีอีกหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นของ Apple หรือ Android ก็มีหลากหลายและสารพัดแอปพลิเคชั่น ซึ่งเราสามารถทำเว็บให้กลายเป็น Mobile App ได้ ตัวอย่างของ Mobile App ก็เช่น Facebook, Twitter หรือ Youtube เป็นต้น แต่การทำ Mobile App ในปัจจุบันมีข้อเสียก็คือ ค่าใช้จ่ายในการทำค่อนข้างสูง และจะต้องทำ Application ให้กับทุก OS เช่น iOS, Android และอื่นๆ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเราสามารถแสดงผลคอนเทนต์ในเบราเซอร์บนทุกอุปกรณ์พกพาได้โดยไม่จำเป็นต้องทำแอปพลิเคชั่นเลย Mobile site และการทำเว็บแบบ Responsive จึงตอบโจทย์แทนการทำ Mobile App
ข้อดี : หน้าจอสวยงาม รองรับมือถือได้ดี
ข้อเสีย : ราคาสูง และต้องรองรับหลากหลายระบบ
Responsive Website (เว็บไซต์รองรับหน้าจอทุกชนิด)
สำหรับรูปแบบนี้คือ การเขียนเว็บเพื่อให้แสดงผลให้เหมาะกับอุปกรณ์พกพาต่างๆ คือมีการปรับขนาดของตัวอักษร และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางให้เหมาะสม โดยไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลในแนวนอนหรือแนวตั้งต่างๆ
ข้อดี : สามารถแสดงผลได้ในทุกหน้าจอ ดูง่ายและชัดเจน
ข้อเสีย : ไม่เหมือนหน้าเว็บไซต์หลัก
สำหรับการเลือกทำนั้นต้องอาศัยจุดประสงค์ที่แท้จริงของเราว่าต้องการอะไร มีทิศทางและความต้องการในรูปแบบใดเพื่อไม่ให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หลายท่านคิดว่าทำ Responsive Website ถูกที่สุดเพราะทำครั้งเดียวได้ทั้ง Mobile Site และเว็บไซต์ปกติ ซึ่งนั่นก็จริงแต่หากเลือกทำเว็บไซต์ Responsive website ตั้งแต่ต้นราคาโดยรวมก็จะถูกกว่าทำ Mobile Site หนึ่งตัว และทำเว็บไซต์ปกติอีกหนึ่งตัว แต่ถ้ามีเว็บไซต์อยู่แล้ว ในเว็บไซต์นั้นมีข้อมูลพอสมควร บางทีการทำใหม่ทั้งหมดเพื่อเป็นเว็บไซต์ Responsive อาจจะไม่คุ้มนัก และหากเป็นเช่นนี้แนะนำให้ทำ Mobile Site ก่อนดีกว่า เพราะว่าการทำ Responsive Website ซึ่งจะต้องวางโครงสร้างมาให้ดีตั้งแต่ต้นทั้งหมด และเนื่องจากการออกแบบ Responsive Website เราต้องคำนึงถึงหน้าตาของเว็บไซต์ที่จะให้ออกมาดูดีและเหมาะสมกับในทุกๆ หน้าจอ เช่น PC, Notebook, Tablet และ Mobile เป็นต้น
ที่มา : atimedesign