สิ่งที่เกิดขึ้นของนักการตลาดคือ ความเชื่อที่ถูกส่งต่อมาจากการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ที่เห็นตามกันว่าดีและประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงเกิดเป็นความเชื่อที่ผิดๆ ขึ้น และมีการทำสิ่งเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องจนคาดว่าเป็นหนทางหนึ่งทางการตลาดที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่แท้จริงแล้วนั้นความเชื่อที่ทำตามกันมา อาจเคยมีผลลัพธ์ที่ดีในอดีต แต่กลับกันด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ความทันสมัยที่เข้ามาทุกโมงยาม พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง จึงอาจส่งผลให้ความเชื่อเหล่านั้นที่ไม่ได้ผลอีกต่อไป
Social Media กลายมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ติดต่อสื่อสาร และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิตประจำวันของคนในสังคมกันแล้ว อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือหลักในการทำการตลาดเพื่อเป็นการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่เหล่าผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้ยากมากกว่าในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้ Social Media จึงกลายเป็นแหล่งรวมและสร้างการติดตามจากผู้บริโภคท่านอื่นๆ ได้ อีกทั้งยังเป็นการทำการตลาดอีกหนึ่งรูปแบบโดยเป็นการใช้ผู้บริโภคเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาด
เมื่อนักการตลาดหันมาใช้ Social Media ต่างๆ ในการทำการตลาดมากขึ้น และหลายคนต้องการที่จะช่วยยกระดับการตลาดผ่าน Social Media จึงส่งผลใหเเกิดความเชื่อที่ผิดๆ ตามกันมา และความเชื่อที่ไม่จริงต่อไปนี้จะช่วยให้นักการตลาดทั้งมือเก่าและมือใหม่ได้ทราบกันว่า ควรจะเลิกและทำสิ่งใดเกี่ยวกับ Social Media เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการตลาดมากที่สุด
1.โพสต์ทุกวัน และตามเวลาที่กำหนด
เราอาจเคยได้รับข้อมูลที่บอกว่า ช่วงเวลาใดบ้างในการโพสต์ที่มีความเหมาะสม และในแพลตฟอร์มใดเหมาะกับช่วงเวลาใด เป็นต้น สำหรับในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงไม่ได้มีผลต่อการซื้อ เนื่องจากเวลาในการท่องอินเทอร์เน็ตของกลุ่มเป้าหมายอาจมีความแตกต่างกันไป ตามสถานการณ์ในชีวิตที่ไม่อาจมีความแน่นอน มีเวลาในการปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างหากกลุ่มเป้าหมายของเรานั้นคือ กลุ่มแม่บ้านที่อาจมีการเล่น Social Media ในตอนบ่าย แต่ข้อมูลที่บอกให้โพสต์คือ ช่วงเย็น นั่นก็หมายถึงว่าโพสต์ที่เราได้ทำการโพสต์ลงไป กลุ่มเป้าหมายก็อาจไม่เจอโพสต์ในเวลานั้นๆ เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์และหาว่าเนื้อหาใด รวมไปถึงช่วงเวลาใดที่จะมีกลุ่มผู้บริโภคเข้ามาที่ Social Media ของเรา เพื่อนำข้อมูลส่วนนั้นไปทำการตลาดอีกทั้งยังทำให้เราทราบถึงเนื้อหาที่ผู้บริโภคต้องการด้วย
2.ต้องอยู่ในทุก Platform
หลายครั้งที่นักการตลาดหลายคนได้บอกเราว่า ธุรกิจของเราต้องเข้าไปอยู่ในทุกแพลตฟอร์ม Social Media เพื่อที่จะไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริง คือเมื่อธุรกิจของเราอยู่ในทุกแพลตฟอร์มของ Social Media ก็จะทำให้เราขาดจุดโฟกัสที่สำคัญไป ขาดการสร้างสัมพันธ์เฉพาะกับกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น Seth Godin นักการตลาดชื่อดังผู้ที่ไม่เคยทำ Social Media แต่ทำเพียงแค่เขียน Blog อย่างเดียว และให้ผู้ที่ต้องการติดตามนั้นมาติดตามที่ Blog อีกทั้งยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ Seth Godin ใน Blog ได้อีกด้วย ดังนั้นนักการตลาดจึงจำเป็นต้องหาช่องทางที่เหมาะสม เพื่อให้การตลาดที่ทำออกมาได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั่นเอง
3.โพสต์เยอะๆ
เพราะหลายครั้งมีคนบอกว่าต้องทำการโพสต์บ่อยๆ และโพสต์เยอะๆ เนื่องจากว่าการที่ Facebook นั้นลด Reach จึงทำให้เราต้องโพสต์เพื่อเป็นการชดเชย Reach ที่หายไป แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ยิ่งมีหลายแพลตฟอร์มการโพสต์ต่างๆ ของเราจะกลายเป็นโทษอย่างร้ายแรงขึ้นมาทันที ตัวอย่างเช่น การโพสต์เยอะๆ ต่อวัน ทำให้เกิดความน่ารำคาญต่อผู้ใช้งาน หรือกลุ่มเป้าหมายที่ติดตามเรา กลายเป็นโพสต์เรื่อยเปื่อยที่ไม่น่าให้ความสำคัญ นอกจากการโพสต์เยอะๆ จะทำให้สร้างความรำคาญแล้ว ระบบยังมีการเชื่อว่าโพสตืของเรานั้นคือโพสต์ที่แย่ ยิ่งเป็นการทำให้เพจของเรานั้นมี Reach ลดเพิ่มขึ้น ดังนั้นนักการตลาดควรมีเทคนิคการโพสต์ ควรทำให้ผู้บริโภคได้รู้สึกว่าโพสต์ของเรานั้นมีความน่าติดตาม เป็นของหายาก มีคุณค่า เกิดเป็นความคาดหวังและปฏิสัมพันธ์ต่อผู้บริโภค
4.ออนไลน์ตลอดเวลา
เป็นข้อความที่ผู้คนให้ความสนใจ และมีความเชื่อว่าต้องเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอ แต่มองอีกมุมหนึ่งถ้าหากลูกค้าหนีหายไป เพราะเราไม่ได้โพสต์เนื้อหาเป็นเวลานาน นั่นอาจแปลว่าผู้บริโภคไม่ได้มีใจให้กับสินค้าและบริการของเราตั้งแต่แรก เช่นกันถ้าหากลูกค้าของเรานั้นดีและมีการติดตามแบรนด์ของเราอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะโพสต์หรือทำวิธีอื่นใด ลูกค้าก็จะมีปฏิสัมพันธ์กับเราอยู่เสมอ อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญคือการเป็นตัวเองใน Social Media Platffor ประกอบกับเนื้อหาอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจที่เป็นในสไตล์ของแต่ละท่าน ดึงออกมาให้ธุรกิจของเรานั้นมีความน่าสนใจมากที่สุด
ที่มา : marketingoops