ปี 2025 ถูกมองว่าเป็นปีที่แพลตฟอร์ม Low-Code/No-Code (LCNC) จะก้าวสู่การเป็น กระแสหลัก ของการพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการมอบอำนาจให้แก่ ผู้ใช้งานที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ หรือที่เรียกว่า Citizen Developers ให้สามารถสร้างโซลูชันดิจิทัลได้ด้วยตัวเอง
บทบาทของผู้ใช้งานที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ (Citizen Developers)
ในปี 2025 ผู้ใช้งานทั่วไป เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย ทรัพยากรบุคคล หรือฝ่ายปฏิบัติการ สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์งานประจำวันได้อย่างอิสระ ผ่านการลากวาง (Drag-and-Drop), การตั้งค่ากฎ (Rules) และการเชื่อมต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดภาระของทีมไอทีและเพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กรอย่างมาก
ที่สำคัญ เครื่องมือ LCNC ยังเริ่มมีความฉลาดขึ้นเพราะมี AI Copilot มาช่วยแนะนำวิธีสร้างแอป วิเคราะห์โครงสร้างข้อมูล และจัดการเวิร์กโฟลว์ ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานโค้ดเลยก็สามารถสร้างระบบที่ซับซ้อนได้ สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาสำคัญในองค์กรคือ:
-
ลดภาระ IT Backlog: พนักงานสามารถสร้างเครื่องมือเฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหาในหน่วยงานตนเองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอคิวทีม IT ซึ่งมีงานล้นมือ
-
เร่งความเร็วในการตอบสนอง: ธุรกิจสามารถปรับตัวและนำแอปพลิเคชันใหม่ออกสู่ตลาดหรือใช้งานภายในได้อย่างรวดเร็ว จากที่เคยใช้เวลาหลายเดือนเหลือเพียงสัปดาห์หรือวัน
เทรนด์สำคัญในปี 2025: AI เข้ามาเสริมพลัง
การมาถึงของ Generative AI (GenAI) เป็นตัวเร่งการพัฒนา LCNC อย่างก้าวกระโดด:
-
สร้างแอปด้วยการสนทนา: แพลตฟอร์ม LCNC ชั้นนำหลายแห่งได้ผสาน GenAI เข้ามา โดยผู้ใช้งานสามารถ บอกความต้องการด้วยภาษาธรรมชาติ (เช่น "ฉันต้องการแอปสำหรับติดตามสินค้าคงคลังที่มีช่องใส่รูปภาพ") และ AI จะสร้างโครงร่างแอปพลิเคชันเบื้องต้นให้ทันที
-
งานอัตโนมัติแบบ Hyperautomation: LCNC ที่ผสานกับ AI ทำให้เกิด Hyperautomation ซึ่งช่วยให้การสร้างระบบอัตโนมัติมีความซับซ้อนและครอบคลุมกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ใช่แค่การทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิม
ในปีนี้ Low-Code/No-Code ได้กลายเป็นพลังสำคัญที่ ปลดล็อกศักยภาพ ให้กับผู้ใช้งานที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ทุกคนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวสูงขึ้นและสามารถแข่งขันในยุค Digital Transformation ได้อย่างเต็มที่