ราคาสินค้าถือเป็นสิ่งที่สามารถกำหนดการซื้อขายได้เลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป จะสามารถเปลี่ยนจากผู้ชม ผู้แวะเวียน มาเป็นลูกค้าได้หรือไม่ และช่องทางในการจัดจำหน่ายนั้นก็อาจจะไม่ได้มีผลมากเท่ากับราคาที่นำเสนอไว้นั่นเอง สิ่งสำคัญในการตั้งราคาให้ยอดขายเพิ่ม ขายดี อาจไม่ได้เกี่ยวว่าต้องตั้งราคาให้ถูกกว่าคู่แข่ง แต่อาจจะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาในการตั้งราคาสินค้า เพื่อเป็นตัวกำหนดราคาให้มีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดลูกค้าได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สินค้าที่ราคาถูกที่สุดกว่าเจ้าอื่นๆ
ซึ่งวิธีการต่อไปนี้คือ 8 เทคนิคที่จะช่วยให้การตั้งราคาของเรานั้น มีความน่าสนใจ และเป็นวิธีที่มีผลการวิจัยออกมารองรับและทดสอบมาแล้วว่า ได้ผลจริง
เทคนิคที่ 1 : ตั้งราคาที่ดึงดูดใจ
ลองสังเกตตัวเองหรือสังเกตป้ายราคาสินค้าต่างๆ เช่น 199 บาท หรือ $29.99 มีการวิจัยว่าการกำหนดราคาสินค้าที่ลงท้ายด้วยเลย 9 หรือ .99 จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าได้มากขึ้น

แต่เช่นเดียวกัน การกำหนดตัวเลขในลักษณะนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ ตัวเลขด้านซ้าย (เลขที่อยู่หน้าจุด) ลดลงไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น การลดราคาสินค้าจาก $3.00 เหลือ $2.99 (ตัวเลขด้านซ้ายลดลง) ได้ผลตอบรับดีกว่าการลดราคาจาก $3.80 เหลือ $3.79 (ตัวเลขด้านซ้ายเท่าเดิม)
เทคนิคที่ 2 : ตั้งราคาที่คำนวณง่าย
เพราะว่าเมื่อเราตั้งราคาที่คำนวณง่าย ก็จะส่งผลให้ช่วยลดระยะเวลาในการคิดและคำนวณของผู้ซื้อ อีกทั้งเป็นการทำให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ตั้งราคา $100 แทนการตั้งราคา $98.76 เพื่อลดระยะเวลาในการคำนวณของผู้ซื้อ หรือการตั้งราคาโดยเปลี่ยนจาก $19.86 เป็น $19 แทนนั่นเอง
แต่การคำนวณสินค้าแบบง่าย ก็ไม่ได้เหมาะกับสินค้าทุกประเภท เพราะการตั้งราคาสินค้าเหล่านี้อาจเป็นของที่เกี่ยวกับแฟชั่น เครื่องประดับ หรือสินค้าที่ไม่ได้เกี่ยวกับต้องตัดสินใจเยอะๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ต่างจากสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ที่ไม่ควรใช้ราคาที่คำนวณง่าย แต่ควรตั้งราคาตามความเป็นจริง เพราะเนื่องจากผู้ซื้อนั้นได้ทำการหาข้อมูลมาก่อนแล้ว
เทคนิคที่ 3 : ตั้งราคาที่อ่านออกเสียงแล้วจำนวนพยางค์น้อยกว่า
เราอาจจะไม่เคยได้ยินและไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ แต่การทำให้ผู้ซื้อนั้นสามารถประมวลน้อยที่สุดในเวลาอันรวดเร็วก็ะช่วยให้มีโอกาสในการถูกซื้อสินค้าได้สูงขึ้น ยิ่งพยางค์น้อย ยิ่งน่าสนใจนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น
ราคา $27.82 ออกเสียง 7 พยางค์ (Twen-ty-se-ven-eigh-ty-two) และ
ราคา $28.16 ออกเสียง 5 พยางค์ (Twen-ty-eight-six-teen)
เทคนิคที่ 4 : แยกค่าขนส่งจากราคาหลัก
การรวมค่าขนส่งรวมไปกับราคาสินค้าแล้วเขียนไว้ว่าส่งฟรี/ ฟรีค่าขนส่ง เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ แต่ตามหลักจิตวิทยา ผู้ใช้จะทำการเปรียบเทียบราคาสินค้าและคู่แข่งสินค้าของเราในตลาดเสมอ แต่การแสดงราคาสินค้าที่แยกกับราคาขนส่งจะทำให้ลูกค้านั้นรู้สึกว่า ของถูกกว่าคู่แข่ง ถึงแม้บางครั้งหลายคนก็ได้เอาราคาหลัก + ค่าส่ง เพื่อตรวจสอบราคา โดยการไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งในปัจจบัน แต่ลูกค้าก็ยังตะติดภาพราคาหลักที่มีราคาถูกกว่า
.jpg)
เทคนิคที่ 5 : เสนอการจ่ายเงินแบบเป็นงวด
กรณีที่สินค้าราคาสูงเช่นราคาประมาณ $500 จะทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อยากขึ้น หากมีการเสนอจ่ายสินค้าแบบเป็นงวด น่าจะมีความน่าสนใจมากกว่า และมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การซื้อสินค้าประเภทของหนักและใหญ่ ราคาสูง เช่น เครื่องออกกำลังกาย ที่ติดป้ายไว้ว่า ผ่อน 10 เดือน (3,000 บาท 10 เดือน) ถึงแม้ว่าจะราคา 30,000 เท่ากัน แต่การติดว่าผ่อนและแบ่งราคาย่อยออกมาก็ทำให้เรารู้สึกว่า สินค้ามีราคาถูกกว่า

ถึงแม้ว่า การนำราคาไปเปรียบเทียบกัน โดยนำจำนวนเงินเต็มไปเทียบกับราคาที่ต้องจ่าย แต่ถึงอย่างไรก็ตามลูกค้าก็มีแนวโน้มว่าจะจ่ายเงินให้กับสินค้าที่ดูราคาถูกมากกว่าอยู่ดี
เทคนิคที่ 6 : แสดงราคาสินค้าที่ตำแหน่งมุมล่างซ้าย
ตำแหน่งการวางราคาของสินค้านั้นมีผลต่อสินค้าด้วย สาเหตุนั้นมาจากเมื่อเราเห็นราคาสินค้าใดๆ ภายในใจนั้นจะสร้างไม้บรรทัดขึ้นมา ซึ่งป้ายราคาสินค้าก็เปรียบเสมือนกับไม้บรรทัด

สำหรับตำแหน่งมุมล่างซ้าย นั่นหมายถึงราคาสินค้าของเรานั้นอยู่ต่ำกว่าเลขบนไม้บรรทัด เช่นเดียวกัน ถ้าเราวางราคาสินค้าไว้บนมุมขวาบน ราคาสินค้าของเรานั้นก็เปรียบเสมือนอยู่ตำแหน่งเลขสูงบนไม้บรรทัด
เทคนิคที่ 7 : ใช้ตัวหนังสือเล็กๆ
ตามหลักจิตวิทยา ขนาดตัวหนังสือก็มีส่วนในการคิดวิเคราะห์สินค้าได้ด้วย และเมื่อตัวหนังสือเล็กจะทำให้รู้สึกว่าราคาไม่ได้แพงมาก

เทคนิคที่ 8 : ใช้จำนวนคนเข้ามาช่วย
เทคนิคนี้รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า Social Validation คือการนำจำนวนคนที่ใช้สินค้าของเรามาโฆษณา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อกลุ่มใหม่ เพราะมนุษย์นั้นชอบที่จะทำตัวกลมกลืนกับสังคม อยากเป็นส่วนหนึ่งและต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยเฉพาะการถูกเชิญชวนด้วยหัวข้อที่ว่า "มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ... " จะเป็นการทำให้ผู้ที่ได้อ่านนั้นรู้สึกเป็นการชักชวนและอาจเกิดการตอบรับโดยง่าย

ที่มา : growthbee