5 เรื่องเบสิค ที่ทำให้ลูกค้าบ่น


ในการนำเสนองาน ขายสินค้าหรืออื่นใดก็ตามแต่ ใครๆ ก็ต่างอยากเป็นที่ประทับใจของลูกค้า เกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีต่อกันให้มากที่สุด เพื่อส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจมากที่สุด และในความเป็นจริงนั้นมันก็อาจจะไม่ได้ทำให้ประทับใจได้ 100% และในบางเรื่องที่ประสบพบเจอนั้นอาจเป็นเรื่องเบสิคที่คาดไม่ถึง และเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เองที่จะทำให้ลูกค้าบ่นและไม่ประทับใจเกี่ยวกับธุรกิจของเรา และข้อมูลต่อไปนี้จะช่วยเป็นทริคและแนวทางให้กับชาวเราในการปฏิบัติตัวต่อลูกค้า ซึ่งอาจเปลี่ยนจากประทับใจน้อยเป็นประทับใจมาก และกลายเป็นลูกค้าประจำได้ไม่ยากอีกด้วย

1.ไม่ทำตามที่คุยกันไว้ หรือตามที่บอกว่าจะทำให้
เพราะในการทำธุรกิจ ลูกค้ามักจะเชื่อมั่นในคำที่ได้ตกลงกันไว้ หากลูกค้าไม่ได้รับในสิ่งเหล่านั้นอาจทำให้เกิดเป็นความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างแน่นอน อีกทั้งสิ่งที่สำคัญคือ ปฏิบัติตามคำพูดที่ได้ให้ไว้ เพราะหากทำไม่ได้ลูกค้าจะรู้สึกเหมือนถูกหลอกและถูกโกง และในอนาคตลูกค้าก็อาจหลีกเลี่ยงทำธุรกิจกับเราได้

2.ไม่มีความรู้ในสิ่งที่กำลังพูด
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใดก็ตามแต่ เราจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับสินค้าและแบรนด์ให้มากที่สุด เพราะในสายตาของลูกค้าเราคือคนที่รู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นมากที่สุดนั่นเอง ความไม่พร้อมในการนำเสนอหรือขายสินค้าอาจส่งผลเสียต่อบริษัท เช่น ไม่ประทับใจ เกิดความเบื่อหน่าย ไม่เชื่อในบริษัทของเราจนทำให้อยากไปจ้างบริษัทอื่นแทนก็เป็นได้  สิ่งที่ต้องทำคือการเตรียมความพร้อมให้กับทีม และมีการอบรมทำความเข้าใจในส่วนหัวเรื่องเดียวกันให้เกิดความเข้าใจตรงกันมากที่สุด

3.ปล่อยให้รอนานๆ
ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเป็นฝ่ายที่ต้องรอนานๆ หากเราเป็นลูกค้าที่ถูกปล่อยให้รอบ้าง ก็คงจะไม่พอใจเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าต้องรอหรือหลีกเลี่ยงการรอไม่ได้ นั้นอาจต้องแจ้งถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะอะไรถึงไม่สามารถให้บริการได้และจะกลับมาให้บริการได้อีกเมื่อใด เป็นต้น 

4.กำลังทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
ตัวอย่างเช่นการสร้างความยุ่งยากในการติดต่อสื่อสาร สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจในการบริการของเรา เพราะหากทำให้ลูกค้าต้องวิ่งวุ่นในการติดต่อสื่อสาร หรือเกิดการยุ่งยากในการซักถามข้อมูลหรือการขอใบเสนอราคา ก็อาจทำให้ลูกค้าหันไปหาบริษัทอื่นที่พร้อมดูแลและเทคแคร์เขามากกว่า สิ่งที่ต้องทำและสำคัญที่สุด คือ การตรวจสอบว่าข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจของเรานั้นอยู่ในตำแหน่งที่สามารถค้นเจอและมีข้อมูลอย่างถูกต้องชัดเจน รวมไปถึงการตรวจเช็คแบบฟอร์มต่างๆ และช่องทางในการติดต่อว่าเป็นอย่างไร กลับกันถ้าหากเครื่องมือเหล่านี้ความสะดวกและง่ายต่อการติดต่อ มันก็จะเป็นเครื่องมือที่ให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นบริการที่ดีต่อลูกค้าอีกด้วย 

5.ไม่มีความเป็นมืออาชีพ
โดยทั่วไปแล้วนั้นลูกค้ามักจะชื่นชอบบรรยากาศที่สบายและเป็นกันเอง มีการพูดคุยและโต้ตอบกันอย่างเป็นมิตร ซึ่งในการพูดคุยนั้นก็ยังคงต้องอาศัยความมีสัมมาคาราวะ ความเป็นมืออาชีพแฝงอยู๋ด้วย ไม่เว้นแม้แต่ว่าธุรกิจของเรานั้นจะอยู่ในระดับใด หรือลูกค้าจ้างงานเราในระดับใดก็ตาม เช่นกันสิ่งที่ต้องมีอยู่เสมอคือ การมีทัศนคติอย่างมืออาชีพ แยกแยะเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ตัวอย่างเช่น ไม่ชักสีหน้าสแดงความไม่พอใจ หรือพนักงานที่บริการอย่างเฉื่อยชา ไม่มีความกระตือรือร้น  หรือมีการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับธุรกิจ ***จากตัวเลขสถิติบ่งบอกว่า 60% ของธุรกิจจะสูญเสียลูกค้าก็เพราะความไม่เป็นมืออาชีพของธุรกิจและความไม่กระตือรือร้นของพนักงานในการเอาใจใส่ลูกค้านั่นเอง

ทั้งหมดข้างต้นอาจจะต้องมีการพิจารณาและปรับการใช้งานให้เข้ากับสถานการณ์ที่พบเจอ ถึงแม้ว่าสำนวนที่ว่า ลูกค้าคือพระเจ้าก็มีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่หากเราเจอกับลูกค้าที่ไม่ให้ความร่วมมือ หรือมักจะเอาเปรียบ หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ได้แจ้งกันเอาไว้ ส่วนนี้ก็คือส่วนที่ไม่ควรต้องเสียเวลาด้วย เพราะต่างคนต่างเหตุการณ์ ย่อมความคิดหรือทัศนคติย่อมมีแตกต่างกันเป็นธรรมดา อีกทั้งบางครั้งในการรั้งลูกค้าเอาไว้ก็อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจของเราได้เช่นเดียวกัน







ที่มา : tnt