เว็บไซต์ e-commerce เป็นเว็บสำหรับซื้อขายสินค้าในโลกออนไลน์ ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน และผู้ซื้อก็ไม่ต้องเดินทางไปซื้อสินค้าด้วยตัวเอง ปัจจุบันการขายสินค้าบน เว็บไซต์ e-commerce มีการแข่งขันที่สูงขึ้น เพราะลูกค้านิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งสถานการณ์โควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ยิ่งส่งผลให้ยอดขายสินค้าออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เมื่อการขายของออนไลน์เป็นช่องทางทำเงินที่ดีขนาดนี้ แล้วเราจะเพิ่มยอดขายสำหรับเว็บไซต์ e-commerce ได้อย่างไร?
สารบัญ เคล็ดลับเพิ่มยอดขายสำหรับเว็บไซต์ e-commerce
- รู้จักลูกค้า
- เพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์
- สร้าง Landing page
- ทำเว็บไซต์ e-commerce ที่สะดวกต่อลูกค้า
- ให้ความสำคัญกับภาพสินค้า
- สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
- ใช้ประโยชน์จากรีวิว
- สร้างการตลาดผ่านอีเมล
- โปรโมทแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย
- สร้างความรู้สึกเร่งด่วน
1. รู้จักลูกค้า
การเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เราจำเป็นต้องรู้จักกลุ่มลูกค้าของเราก่อน เพราะการรู้จักลูกค้าจะทำให้เราสร้างสิ่งที่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้เข้าร้านได้ โดยข้อมูลที่เราควรทราบเกี่ยวกับลูกค้า มีดังนี้
- ลูกค้าคือใคร? ทำอาชีพอะไร? สถานภาพสมรสเป็นอย่างไร? ช่องทางการติดต่อ?
- ร้านค้าของเราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร?
- ทำไมลูกค้าถึงสนใจสินค้าของเรา? แรงจูงใจในการเลือกสินค้าและบริการคืออะไร?
- เราจะเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร? เราจะดึงดูดลูกค้าได้อย่างไร? เราจะขายสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มใด?
สำหรับผู้ขายที่มีเว็บไซต์ e-commerce อยู่แล้ว ก็สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน Google Analytics ซึ่งเราสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอายุ เพศ ความสนใจ ฯลฯ ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวได้
2. เพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์
ปัจจุบันเราสามารถขายของออนไลน์ได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บกลางอย่าง Shopee, Lazada, Amazon หรือแม้แต่เว็บไซต์ e-commerce ของเราเอง
หากร้านค้าของเรามีเว็บเป็นของตัวเอง เราก็ควรออกแบบและปรับแต่งเว็บให้ใช้งานง่าย เพราะหากเว็บไซต์มีหน้าที่ยุ่งยาก ใช้เวลาในการดาวน์โหลดนาน และมีข้อมูลไม่ชัดเจน ก็จะส่งผลเสียต่อประสบการณ์ของลูกค้า ในทางกลับกัน เว็บไซต์ที่ลูกค้าสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างชัดเจน และซื้อสินค้าได้ภายในไม่กี่คลิก ก็จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์ ควรคำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้
- เข้าถึงจากมือถือได้ ปัจจุบันลูกค้ามักซื้อสินค้าโดยตรงจากมือถือ ดังนั้น เราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ e-commerce ของเราสามารถเข้าถึงได้จากมือถือ และต้องตอบสนองและใช้เวลาในการดาวน์โหลดสั้นที่สุด
- เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ (User experience: UX) ระบบที่ดีควรมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใช้ ร้านค้าออนไลน์ต้องปรับขั้นตอนการซื้อให้เหมาะสมกับลูกค้า ประสบการณ์ของลูกค้ามีผลต่อยอดขาย และยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย
- พึ่ง SEO และ SEM หากเราต้องการขายของออนไลน์ให้ได้มากขึ้น ลูกค้าจะต้องหาเราเจอได้ง่าย ดังนั้นเราอาจจำเป็นต้องทำโฆษณา ทั้งแบบออร์แกนิกและแบบชำระเงิน
3. สร้าง Landing page
Landing page มีความสำคัญกับการขายของออนไลน์เป็นอย่างมาก เนื่องจาก Landing page คือหน้าที่ลูกค้าของเราจะเจอเป็นหน้าแรกเมื่อเข้ามาที่หน้าร้านค้าออนไลน์ของเรา
การสร้าง Landing page ที่มีประสิทธิภาพ ลูกค้าต้องสามารถค้นหาเว็บได้ง่าย มีรูปแบบใช้งานง่าย ยิ่ง Landing page เรียบง่ายและชัดเจนยิ่งดี เราควรแยก Landing page ของสินค้าแต่ละชิ้น หรืออย่างน้อยหนึ่งหน้าควรเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจและป้องกันการสับสน
4. ทำเว็บไซต์ e-commerce ที่สะดวกต่อลูกค้า
เป็นที่ทราบกันดี การค้นหาสินค้าเจอในไม่กี่คลิกมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า หากขั้นตอนการซื้อสินค้าของเรามีความซับซ้อนเกินไป ลูกค้ามักจะยกเลิกคำสั่งซื้อ และหันไปซื้อสินค้ากับคู่แข่งของเราแทน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว เราสามารถป้องกันได้ดังนี้
- สร้างขั้นตอนการซื้อที่สะดวก ยิ่งคลิกน้อยยิ่งดี แต่ให้ข้อมูลที่จำเป็นอยู่เสมอ ตัวอย่างที่โด่งดังในอุตสาหกรรมนี้คือ Amazon ที่ได้ออกแบบระบบให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ในคลิกเดียว ทำให้หักห้ามใจชอปปิงออนไลน์ได้ยากขึ้น
- เพิ่มช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ลูกค้าหลายคนสะดวกชำระเงินในบางช่องทางเท่านั้น ดังนั้นเราจำเป็นเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย และรวมตัวเลือกต่างๆ ด้วย เช่น บัตรเครดิต, PayPal, การโอนเงิน หรือเก็บเงินปลายทาง
- หลีกเลี่ยงการเพิ่มค่าใช้จ่าย ไม่มีอะไรสร้างความเบื่อหน่ายให้กับลูกค้าได้เท่ากับการจ่ายค่าสินค้าแล้วต้องจ่ายค่าอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้ต้องจ่ายเงินแพงขึ้น หากเราต้องคิดราคาเพิ่มจากราคาของสินค้า ต้องระบุชัดเจนตั้งแต่แรกเสมอ
- ค่าขนส่งต่ำ หรือบริการจัดส่งฟรีไปเลย หากทำได้
- สร้างนโยบายการคืนสินค้าที่ดี เช่น ASOS ที่ให้โอกาสลูกค้าคืนสินค้าฟรี โดยไม่ต้องระบุเหตุผลเฉพาะ โดยสามารถคืนสินค้าได้ภายใน 28 วันหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงื่อนไขการคืนสินค้าของเราจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ชัดเจนและปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้
- จัดส่งรวดเร็ว ลูกค้าควรทราบว่าสินค้าจะมาถึงบ้านเมื่อใด
5. ให้ความสำคัญกับภาพสินค้า
ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดนับพันคำ และเห็นได้ชัดในการขายของออนไลน์ เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถเห็น สัมผัส หรือลองใช้สินค้าของเราได้ ร้านค้าออนไลน์จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลที่เป็นภาพมากที่สุด ต้องมีรูปภาพสินค้าที่ชัดเจนจากมุมต่างๆ และมีความสวยงามเพื่อดึงดูดความสนใจ
6. สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
การสร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง เราต้องเพิ่มสิ่งที่พิเศษให้กับสินค้า หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือการสร้างคอนเทนต์ การสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์จะช่วยเพิ่มการมองเห็นเว็บไซต์ วิธีหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปและมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการสร้างบล็อกของแบรนด์ ที่มีเนื้อหาที่สามารถเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้ เคล็ดลับการสร้างคอนเทนต์ มีดังนี้
- พัฒนาแผนการสร้างคอนเทนต์ เช่นเดียวกับเทคนิคการขายอื่นๆ บล็อกของเราต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีกลยุทธ์ที่ดีอยู่เบื้องหลัง ก่อนสร้างบล็อกเราต้องมีแผนคอนเทนต์ ประกอบด้วย ความถี่ ประเภทคอนเทนต์ และกำหนดวันเผยแพร่
- เลือกรูปแบบคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ อินโฟกราฟิก เอกสารสำหรับดาวน์โหลด แกลเลอรี่ภาพ ฯลฯ
7. ใช้ประโยชน์จากรีวิว
การตลาดแบบปากต่อปากยังคงเป็นหนึ่งในเทคนิคการขายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ลูกค้ามักจะชอบอ่านรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ดังนั้นการรีวิวหรือการแนะนำจึงมีบทบาทสำคัญในการขายของออนไลน์
- รวมปุ่มแชร์ที่มองเห็นได้ชัดเจน วิธีนี้จะสนับสนุนให้ลูกค้าแชร์คอนเทนต์ของเราบนเครือข่ายสังคมต่างๆ ซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้เยี่ยมชมให้มาที่เว็บไซต์มากขึ้น
- มีรีวิวและคำแนะนำในเว็บไซต์ การดูเรื่องราวของผู้เคยใช้สินค้าจะช่วยให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจและตัดสินใจซื้อสินค้าของเราง่ายขึ้น
8. สร้างการตลาดผ่านอีเมล
การตลาดผ่านอีเมลเป็นเครื่องมือคลาสสิกในการเพิ่มยอดขาย และยังคงใช้ได้ผลเสมอมา อีเมลสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงและเป็นส่วนตัว เราสามารถสร้างการตลาดผ่านอีเมลได้ โดยมีเคล็ดลับดังต่อไปนี้
- แบ่งฐานข้อมูล เราต้องมีข้อมูลพื้นฐานของสมาชิก และประยุกต์การตลาดให้เข้ากับพฤติกรรมและความสนใจของลูกค้า
- เข้าถึงได้ง่าย เช่นเดียวกับเว็บไซต์ ลูกค้าต้องสามารถดูอีเมลได้จากอุปกรณ์ทุกประเภท
- ออกแบบเส้นทางของผู้ซื้อที่แตกต่างกันผ่านการตลาดทางอีเมล เมื่อลูกค้าสมัครรับข้อมูล เราควรส่งอีเมลต้อนรับพร้อมกับแนะนำลูกค้าให้รู้จักกับแบรนด์ของเรา สำหรับลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าแล้ว เราสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้
9. โปรโมทแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย
โฆษณาโซเชียลเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย ช่วยดึงดูดผู้ติดตาม สนับสนุนให้ผู้คนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน รีมาร์เก็ตติ้ง หรือแม้แต่การแสดงแค็ตตาล็อกผลิตภัณฑ์
ข้อดีของ Social Ads คือสามารถกำหนดเป้าหมายได้ เพราะโซเชียลเน็ตเวิร์กมีข้อมูลของผู้ใช้มากมาย เราจึงสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเปิดตัวแคมเปญ และเพิ่มยอดขายออนไลน์ได้
10. สร้างความรู้สึกเร่งด่วน
เคล็ดลับการตลาดแบบคลาสสิก และมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งคือการแจ้งให้ลูกค้าทราบว่ามีเวลาจำกัดสำหรับข้อเสนอพิเศษ หรือสินค้ามีจำนวนจำกัด ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการเขียนคำโฆษณาทั่วไปเลยก็ว่าได้
หากร้านค้าออนไลน์ของเราต้องการสร้างความรู้สึกเร่งด่วน ก็ต้องแสดงข้อเสนอที่จำกัดไว้อย่างเด่นชัดบนหน้าแรกของเว็บไซต์และในแคมเปญโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย เรายังสามารถสร้างหน้า Landing page เฉพาะสำหรับแต่ละข้อเสนอได้อีกด้วย
เคล็ดลับเพิ่มยอดขายสำหรับเว็บไซต์ e-commerce ข้างต้น ร้านค้าออนไลน์ทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดขายที่ดีขึ้น ก่อนที่จะลงมือเพิ่มยอดขาย อันดับแรกร้านค้าออนไลน์ต้องรู้จักลูกค้าของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์ เสริมด้วยการสร้าง Landing page เน้นทำเว็บไซต์ e-commerce ที่สะดวกต่อลูกค้า ให้ความสำคัญกับภาพสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ใช้ประโยชน์จากรีวิว สร้างการตลาดผ่านอีเมล โปรโมทแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย และสร้างความรู้สึกเร่งด่วน
อ้างอิง: cyberclick.net และ etda.or.th
---Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ รับทำ SEO รับทำการตลาดออนไลน์ รับทำโฆษณา Facebook รับทำเว็บไซต์ ขอนแก่น และรับทำเว็บไซต์ทั่วประเทศ---