Google มีแผนในการจำกัดการติดตามข้อมูลบนเบราว์เซอร์ Chrome ที่ต่อมาจะขยายบริการให้ครอบคลุมถึงแอปบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยโปรเจกต์นี้เรียกว่า Privacy Sandbox มีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมปริมาณข้อมูลของผู้ใช้ที่ผู้โฆษณาสามารถรวบรวมได้
ขณะที่คู่แข่งอย่าง Apple ได้บังคับให้นักพัฒนาแอปต้องขออนุญาตจากผู้ใช้ก่อนที่จะติดตามข้อมูล ทั้งนี้ข่าวดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta ซึ่งต้องอาศัยการวางโค้ดบนแอปเพื่อติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภค
Meta กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงของ Apple จะมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ก็มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยพบว่ามีเจ้าของสมาร์ทโฟนทั่วโลกประมาณ 85%
คุกกี้ของบุคคลที่สาม ที่เก็บประวัติการเข้าชมของผู้บริโภค เพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดเป้าหมายโฆษณา จะถูกเลิกใช้บนเบราว์เซอร์ Chrome ของ Google ภายในปี 2023
Google กล่าวว่าขณะนี้ได้ขยายโปรเจกต์ Privacy Sandbox ไปยังแอป Android โดยโปรเจกต์นี้จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการจำกัดการแชร์ข้อมูลของผู้ใช้ และทำงานโดยไม่มีตัวระบุตัวตนข้ามแอป รวมถึง ID โฆษณาด้วย
สำหรับข้อมูลที่ระบุตัวตนและเชื่อมโยงกับสมาร์ทโฟนและแอปที่ถูกเก็บข้อมูลนั้น Google กล่าวว่าจะยังคงไว้เป็นเวลาอย่างน้อยสองปีในขณะการเริ่มต้นระบบใหม่
ในเดือนเมษายน 2021 Apple บังคับให้นักพัฒนาแอปต้องขออนุญาตจากผู้ใช้อย่างชัดเจน เพื่อใช้ IDFA หรือตัวระบุสำหรับผู้ลงโฆษณา และต่อมา Apple ได้เผยแพร่ข้อมูลของบริษัทโฆษณา Flurry Analytics ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาเลือกที่จะไม่ให้ติดตามข้อมูลมากถึง 96%
สรุป
การให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ถือว่าเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้มากขึ้น หากเลือกได้ผู้ใช้ส่วนใหญ่คงไม่ต้องการถูกติดตามข้อมูลส่วนตัว ทั้ง Google และ Apple จึงได้ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อเปลี่ยนแปลงการติดตามข้อมูลผู้ใช้ ให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจจะส่งผลกระทบกับบริษัทเทคโนโลยี ที่จำเป็นต้องติดตามข้อมูลผู้บริโภคในการทำการตลาด เราคงต้องติดตามกันต่อไป ว่าบริษัทที่ได้รับผลกระทบจะมีวิธีการรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร? และจะมีผลกระทบกับผู้บริโภคหรือไม่?
อ้างอิง: bbc.com