ในช่วงหลัง เราคงเห็นแบรนด์ต่างๆให้ความสำคัญและลงทุนในการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆเริ่มพัฒนาให้มีฟีเจอร์ที่รองรับในการทำการตลาดและสามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ทันที เป็นโอกาสที่ดีให้กับนักธุรกิจออนไลน์ที่จะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ
ซึ่งในบทความนี้เราได้มีความรู้ในเรื่องของ Social Commerce หลายๆคนอาจสงสัยว่ามันแตกต่างกับ Social Media Marketing อย่างไร social-commerce และเราควรวางกลยุทธ์อะไรบ้างเพื่อพิชิตใจของลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ในปี 2020
Social Commerce คือ Social Commerce คือ ความสามารถในการซื้อสินค้าบริการภายในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Pinterest, Instagram, Twitter และ LINE เนื่องจากหลายธุรกิจทำการตลาดบนแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ละแพลตฟอร์มจึงทำการพัฒนาระบบให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์มนั้นๆ
Social Commerce และ Social Media Marketing แตกต่างกันอย่างไร?
แตกต่างกันตรงที่คุณไม่ได้เปลี่ยนเส้นทางของผู้ใช้จากช่องทางโซเชียลมีเดียออกไปยังร้านค้าออนไลน์ แต่ทำให้ผู้ใช้สามารถเสพคอนเทนต์แล้วสามารถเลือกซื้อและชำระเงินได้ทันที่ภายในแพลตฟอร์มเดียว โดยลดจำนวนการคลิกและการย้ายแพลตฟอร์มไปมา
ในคอนเทนต์นี้เราได้รวบรวมมากว่า 5 กลยุทธ์การตลาดที่จะทำให้คุณชนะในสนามของ “Social Commerce” และช่วยให้คุณสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าและเพิ่มยอดขายบนโลกออนไลน์ในปี 2020 นี้ค่ะ
1.เข้าใจพฤติกรรม ความต้องการของลูกค้า
ในยุคที่มีการแข่งขันเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อมากขึ้นกว่าเดิม ความสำเร็จของเหล่านักการตลาดจะขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและการปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าบริการที่ดีที่สุดในทุกที่ที่ลูกค้าอยู่
2.พัฒนาอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อมีแพลตฟอร์มใหม่เกิดขึ้น และพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงสำคัญต่อกลยุทธ์การค้าขายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ Social Commerce เป็นอย่างมาก เพียงเพราะช่องทางหรือกลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในอดีตไม่ได้หมายความว่ามันจะได้ผลในอนาคต นักการตลาดทุกวันนี้มีข้อมูลของลูกค้าอยู่แค่เพียงปลายนิ้ว แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าคือการเข้าใจชุดข้อมูลเหล่านั้น และวิเคราะห์ต่อยอดได้ว่าควรพัฒนาแผนกลยุทธ์ทางการตลาดไปยังทิศทางใด เพราะการต่อสู้ในยุคของออนไลน์คุณต้องพัฒนาตลอดเวลา เรียนรู้และปรับกลยุทธ์ไปตามแต่ละสถานการณ์
3.สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อและง่ายต่อการซื้อ
เมื่อใครบางคนเลื่อนผ่านฟีดโซเชียลมีเดียแล้วพบสินค้าที่พวกเขาต้องการซื้อทันที สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือลดขั้นตอนต่างๆให้มากที่สุดระหว่างช่วงเวลาที่ลูกค้าอยากได้สินค้าและลูกค้าทำการซื้อ เมื่อพูดถึงการช็อปปิ้งออนไลน์ ความสะดวกสบายจึงเป็นหัวใจหลักที่สำคัญอย่างยิ่ง แบรนด์ที่สามารถสร้างกระบวนการที่เลือกชม ซื้อ จ่าย จบครบในแพลตฟอร์มเดียว โดยที่มีขั้นตอนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จะกลายเป็นแบรนด์เชื่อมต่อและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
4.การทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วม
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคอนเทนต์ประเภท User-generated content (UGC) หมายถึง การที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือผู้ที่ใช้งานสินค้า ลงมือสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีการกล่าวถึงแบรนด์ ที่ผู้บริโภคหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความสนใจ โดยที่แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ้างผู้บริโภคกลุ่มนี้เลยและกลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนใจในตัวแบรนด์มองว่าเป็นคอนเทนต์ที่เชื่อถือได้จริงและมีอิทธิพลมากกว่าคอนเทนต์ที่เหล่า Influencer หรือผู้มีอิทธิพลในโลกโซเชียลสร้างถึง 9.8 เท่า
ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการทำ Social Commerce ที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ ทำให้ลูกค้าได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ และหากคุณอยากได้รับคอนเทนต์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นจากลูกค้าคุณสามารถสร้างแคมเปญการตลาดขึ้นมาอย่างเช่น แคมเปญถ่ายรูปคู่กับสินค้าของแบรนด์ภายใต้คอนเซ็ปฤดูร้อน คุณก็จะได้รับคอนเทนต์ที่ตรงความต้องการและสามารถนำไปใช้ในการทำการตลาดต่อยอดได้อีกด้วย
5.Get Personal
ผู้บริโภคคาดหวังว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ทางแบรนด์คัดเลือกมาให้เหมาะสมกับพวกเขาโดยเฉพาะ และพวกเขาตอบรับผู้ที่สามารถนำเสนอสิ่งที่ตรงใจกับพวกเขามากที่สุด ดังนั้นเราสามารถปรับแต่งประสบการณ์ Personalized ของลูกค้าตามพฤติกรรมความสนใจและนำเสนอสินค้าบริการที่ตอบโจทย์
การนำเสนอสิ่งที่ตรงต่อความต้องการลูกค้าแบรนด์จะต้องทำความเข้าใจผู้ซื้ออย่างลึกซึ่ง โดยการเชื่อมต่อกับตัวชี้วัดพฤติกรรมของพวกเขา อย่างเช่น
-พฤติกรรมการค้นหา
-ประวัติการค้นหาข้อมูลและความถี่
-ประวัติการซื้อสินค้าบริการ
-พฤติกรรมการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม