ยุคนี้การขายของออนไลน์เป็นที่นิยมกันอย่างมากในสังคม ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสนใจและตอบรับกับกระแสเหล่านี้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ผู้บริโภคหลายท่านผันตัวจากการเป็นผู้บริโภคมาเป็นผู้ประกอบการควบคู่กันไป คำถามต่อมาที่เกิดขึ้น อาจคือคำถามที่ว่า ขายที่ไหนดีล่ะ เพราะทั้งเว็บไซต์และ Facebook ต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป โดยในวันนี้ได้นำข้อข้อดีและข้อเสียของทั้งสองช่องทางมาให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อประกอบเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ อีกทั้งทั้งสองช่องทางนี้ อาจขึ้นอยู่กับความพร้อมในการเริ่มต้นธุรกิจที่ต่างคนต่างมีทุนและความพร้อมที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นมาเริ่มกันเลย
เปิดร้านบนเว็บไซต์ อาจดูมีความจริงจัง และเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะต้องหาทีมผู้เชี่ยวชาญในการทำเว็บไซต์เพื่อให้ถูกต้อง ตรงตามคอนเส็ปของสินค้าที่เราต้องการทำการจำหน่าย
ข้อดี
- สามารถปรับเปลี่ยนเว็บได้ตรงตามกลุ่มลูกค้า, กลุ่มเป้าหมาย
- มีระบบการรับชำระเงิน ไม่ต้องนั่งคุยเพื่อรับออเดอร์ เพียงแค่ดูข้อมูลที่ลูกค้าสั่ง ชำระเงิน จากนั้นเตรียมส่งของ
ข้อเสีย
- ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นค่อนข้างสูง การทำเว็บไซต์ต้องมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญในการทำ เพื่อให้เว็บไซต์ออกมาสมบูรณ์มากที่สุด เพราะต้องมีค่าโฮสติ้ง ค่าออกแบบ โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ
- ลูกค้าไม่ชิน ลูกค้าจำนวนมากอาจเริ่มซื้อของเป็นครั้งแรกจากช่องทางง่ายๆ และคุ้นเคย เช่น Facebook, Instagram หรือ Line เสียมากกว่า การเจอเว็บไซต์สั่งซื้อสินค้าอาจทำให้ลูกค้ามชินและเลือกที่จะไม่สั่งซื้อสินค้าในช่องทางนี้
- การแข่งขันสูง เพราะมีเว็บไซต์มากมาย ถ้าอยากทำให้ลูกค้าค้นหาเจอติดหน้าแรกเวลาค้นหาจาก Google จึงต้องมีการทำ SEO ซึ่งอาจมีความวุ่นวายยุ่งยากหากต้องลงมือทำเอง ในส่วนนี้จึงอาจต้องมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญอีกเช่นกัน
- ลูกค้าน้อย เพราะ ส่วนใหญ่มักเข้าไปที่ Facebook หรือ Instagram หรือ Line มากกว่า และคนที่เข้ามาเลือกชมสินค้าที่เว็บไซต์จึงเป็นลูกค้าที่ตั้งใจเข้ามาซื้อสินค้าจริงๆ และอาจมีน้อย เมื่อเทียบกับช่องทางโซเชียลอื่น
เปิดร้านบน facebook อาจทำได้ง่ายและมีความคุ้นเคยมากกว่า เพราะเป็นโซเชียลชนิดหนึ่งที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย และส่วนใหญ่มักจะมีเฟซบุ๊กเป็นของตัวเองด้วย การที่จะสร้างหรือขยายฐานลูกค้า จึงทำได้ไม่ยาก เนื่องจากการขายที่ง่ายและสามารถทำได้ทุกคน ส่งผลให้หลายคนผันตัวเองออกมาเป็นทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
ข้อดี
- ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะการใช้งานก็เปรียบเสมือนกับการสมัครเล่น เพื่อติดต่อสื่อสารกับคนทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการเล่น facebook นั้นจึงไม่มี ใช้แค่อีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ในการสมัครก็สามารถใช้งานได้ทันที
- สะดวก เพราะ Facebook มีมานานและอย่างที่กล่าวข้างต้นว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมจะมี Facebook เป็นของตัวเองแทบจะทุกคนในสังคม อีกทั้งคนส่วนมากใช้ในการติดต่อ สื่อสารกัน เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย ดังนั้นการอัปโหลดรูปภาพหรือการใส่ข้อความใดๆ เพื่อเป็นการขายสินค้านั้นจึงทำได้ไม่ยาก
- หาลูกค้าง่าย คนส่วนใหญ่มักหมดเวลาไปกับการใช้ facebook ช่องทางนี้จึงสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและสามารถเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่าง่ายดายอีกด้วย
ข้อเสีย
- มีคู่แข่งเยอะ เมื่อการใช้งาน Facebook ฟรี การใช้งานสามารถทำได้ทุกคน คู่แข่งเยอะก้ไม่น่าแปลก เพราะใครๆ ก็สามารถขายได้ ดังนั้นหากต้องการประสบความสำเร็จต้องวางแปน จัดการและมีการตลาดที่ดี เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าหันมาสนใจในสินค้าและบริการของเรา
- มีค่าใช้จ่ายในการโฆษณา เนื่องจากตลาดสินค้าใน Facebook และโลกออนไลน์นั้นมีมากมาย และมีการแข่งขันที่สูงมาก เมื่ออยากให้ร้านค้าติดอันดับการค้นหา หรือโชว์ตามหน้าฟีดก็อาจจะต้องเสียค่าโฆษณาสักเล็กน้อย เพื่อที่หวังว่าลูกค้าจะได้เห็นโฆษณาเหล่านั้นและสนใจซื้อสินค้ากับเรา
- การโฆษณาที่ยุ่งยาก เพราะมีการตั้งค่านู่นนี่หลายอย่าง จนเกิดเป็นความยุ่งยากเพิ่มขึ้น เช่น การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การเลือกงบประมาณ เป็นต้น
___________________________________________
การขายของออนไลน์ทั้งสองช่องทางข้างต้นถือว่ามีข้อดีและข้อเสียที่จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการแตกต่างกันออกไป Facebook อาจมีความง่ายและสะดวก ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เว็บไซต์ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มาก แต่ติดที่อาจมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ในปัจจุบันหลายร้านค้าได้มีช่องทางอำนวยความสะดวกต่อลูกค้า ไม่ว่าจะทางเว็บไซต์หรือ Facebook ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าร้านค้าเหล่านั้นมีกำลังทางการลงทุนที่ค่อนข้างสูง และพร้อมลงทุนหลากหลาย เช่นเดียวกันหากใครต้องการขายของออนไลน์ ลองสำรวจความพร้อมและความต้องการว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หากใครเพิ่งเริ่มต้นก็อยากแนะนำให้เริ่มจากอะไรที่ง่ายๆ ก่อน แล้วจากนั้นค่อยขยับขยายให้ก้าวหน้าในภายหลังก็ได้เช่นกัน เพื่อให้การลงทุนในแต่ละครั้งไม่สูญเปล่า นักลงทุนทุกท่านควรเตรียมข้อมูลและความพร้อมมาให้ดี ที่สำคัญไม่มีอะไรยากถ้าใจเราพร้อมจะสู้ ^^Y
ที่มา : get.page365