ยุคที่ใครๆ ต่างก็ต้องมีสมาร์ทโฟนกันคนละเครื่องสองเครื่อง และกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคน เมื่อเป็นเช่นนี้การใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จึงจำเป็นต้องปรับและเปลี่ยนแปลงให้สังคมนั้นเข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นความอยู่รอดและความก้าวหน้าของยุคสมัยต่อไป
เช่นเดียวกันเมื่อสมาร์ทโฟนได้เข้ามามีบทบาทหน้าที่อย่างมากมายในชีวิตประจำวันแล้ว นักพัฒนาก็ได้พัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ตอบสนองผู้ใช้งานมากที่สุด ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เมื่อมีสมาร์ทโฟนก็ต้องมีแอปพลิเคชั่นที่ตอบสนองการใช้งานด้วย ในขณะนี้การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อสื่อสาร และเผยแพร่ตัวตนอื่นๆ นั้นมีความนิยมสูงมาก สำหรับอันดับหนึ่งมาแรงก็คงหนีไม่พ้น Facebook และความเป็นกระแสเหล่านี้เองที่ทำให้ Facebook กลายเป็นแหล่งสนทนา สังคม และตลาดซื้อขายหลายแห่ง Facebook จึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่สามารถศึกษากลุ่มผู้บริโภค (ส่วนหนึ่ง) ในความต้องการสินค้า บริการ สามารถใช้ข้อมูลเจาะกลุ่มเป้าหมาย ทำการตลาดได้อย่างง่ายดาย
จากการสำรวจของ Facebook ได้บอกว่าคนทำการซื้อขายผ่านมือถือมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 2-3 ทุ่ม อาจเป็นช่วงที่พักผ่อนกับครอบครัว ดูโทรทัศน์ เป็นต้น การใช้งานคอมพิวเอตร์หรือโน๊ตบุ๊กก็อาจจะลดน้อยลง เนื่องจากความสะดวกสบาย รวดเร็ว และความสามารถที่เทียบเท่ากันในความต้องการของเรานั่นเอง ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงนี้นั้นมีความหมายกับนักการตลาดอย่างไรบ้าง และเหตุผลที่ต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้มีต่อดังไปนี้
เพราะว่ามือถือนั้นอยู่ติดตัวเราตลอดเวลา
คนส่วนใหญ่นั้นจะใช้มือถือกันเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นติดต่อสื่อสาร หรือเม้แต่การหาข้อมูลในห้วงความคิดอันสั้น สามารถนำมือถือมาทำตามสิ่งที่ต้องการได้เพียงเสี้ยววินาที มือถือจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไว้ใช้หาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ อ่านรีวิวสินค้าและบริการก่อนซื้อ เปรียบเทียบราคาของสินค้าแต่ละชิ้น แต่ละแบรนด์ นอกจากนั้นยังสามารถซื้อสินค้าได้ทุกที่และทุกเวลาอีกด้วย ในปัจจุบันนี้กว่าร้อยละ 45 ที่เกิดการซื้อขายเกิดขึ้นบนโทรศัพท์มือถือ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นอีก
เวลาเล่นมือถือเร็วกว่าเวลาเล่นคอมพิวเตอร์
Facebook ได้ทดลองเอาวิดีโอที่มีปริมาณความยาวเท่ากัน และเนื้อหาเดียวกัน เหมือนกัน ให้ผู้เข้าร่วมทดลองนั้นดูมือถือ อีกกลุ่มหนึ่งดูบนโน๊ตบุ๊ก คอมพิเตอร์ สำหรับผลที่ได้คือผู้ที่ดูคลิปวิดีโอบนมือถือรู้สึกว่าคลิปมีความยาวสั้นกว่าประมาณร้อยละ 30 ของความยาวคลิปจริง ดังนั้นประเภท Content ของคลิปวิดีโอต่างๆ นั้นจะเป็นอย่างไรคนดูก้จะรู้สึกว่าถ้าดูในมือถือจะมีความรู้สึกว่าสั้นกว่า เช่นกันกับการซื้อของออนไลน์ เห็นโฆษณา Facebook แล้วซื้อของ คนมักจะซื้อได้รวดเร็วกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์อย่างมากเป้นเท่าตัว เพราะว่าความสะดวกและการใช้งานที่ง่ายเหล่านี้เอง ผู้คนจึงหันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น
ประสิทธิภาพจะทำให้ธุรกิจของเราได้เปรียบ
เราลองสังเกตดูว่าถ้าหากเราต้องรออะไรนานๆ เราก็มักจะฆ่าเวลาด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาเล่น ทำให้เราสามารถอดทนรอได้มากขึ้นแต่ไม่ได้หมายถึงความอดทนของเราจะสูงขึ้น เพียงแค่ถ้าหากการทำกิจกรรมในมือถือของเราไม่เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ เช่นการซื้อสินค้าในอินเทอร์เน็ต สินค้าอาจหมดก่อน หรือว่าประมูลของไม่ทัน ก็อาจทำให้ปิดหน้าเว็บนั้นไปได้อย่างง่ายดาย
เพราะเรานั้นอยู่ในยุคที่การอดทนรอไม่ใช่เรื่องจำเป็นสักเท่าไหร่ ผู้บริโภคจึงต้องการสิ่งที่สะดวก รวดเร็ว และถ้าสิ่งใดที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ก็จะยิ่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกแบรนด์หรือสินค้าของเราเพิ่มขึ้นก็ได้ อย่าลืมว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริการ หรือสิ่งอื่นที่นอกจากสินค้าก็เป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดหรือจะร่วงก็เป็นได้
**นักการตลาดต้องรับมืออย่างไร
1.พัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ
เพราะประสบการณ์ในการชอปปิ้งต้องราบรื่น สวยงาม ไม่สะดุด เว็บไซต์หรือหน้าเพจต้องมีความพร้อม สามารถรองรับทุกปัญหาการใช้งานไม่ว่าจะเปิดบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ มีทางเลือกให้ได้อย่างหลากหลาย ไม่มีความยุ่งยาก
2.ปรับเนื้อหาคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย
เนื้อหาสาระ หรือข้อมูลต่างๆ ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แบรนด์ รวมไปถึงการออกแบบจัดเรียงหน้าเว็บไซต์ ต้องตอบโจทย์รสนิยม พฤติกรรม ความชอบของผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้อาจจำเป็นต้องเน้นให้ทันสมัยและมีความดึงดูดใจ มีความน่าสนใจจนต้องอยากเป็นลูกค้าให้ได้
3.เน้นการสื่อสารด้วยภาพ
การสื่อสารด้วยภาพจะทำให้เห็นภาพโดยรวมได้ชัดเจนมากที่สุด เพียงแค่การเห็นภาพพริบตาเดียวก็สามารถทำให้สนใจสิ่งเหล่านั้นได้ อย่าลืมว่าภาพที่สื่อออกไปต้องสื่อถึงแบรนด์ สินค้าและบริการของเราด้วย อีกทั้งคอนเทนต์ต้องมีความน่าสนใจด้วยเช่นกัน
ที่มา : vgenz