ทุกวันนี้ Cookies กลายเป็นส่วนนึงของชีวิตเราไปเรียบร้อยแล้ว เพราะมากกว่า 95% ของเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ทมีฟังก์ชั่นนี้เกิดขึ้น และมันสามารถจดจำข้อมูลบางอย่างของเราได้ เพื่อที่ครั้งถัดไปเมื่อเราเข้าไปในเว็บไซต์ดังกล่าว มันจะเหมือนกับเราเคยเข้าไปใช้งานมาแล้ว ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พนักงานในร้านกาแฟที่จดจำใบหน้าของเราได้ว่า เราชอบสั่งอะไร ครั้งถัดไปที่เราเข้ามาสั่งเราจะได้รู้สึกถึงความเป็นกันเองในร้านกาแฟนั้น
คุกกี้ (Cookies) ถูกสร้างขึ้นมาเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการปรับปรุง user experience ข้อดีก็คือ หากเราเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ที่มีการเก็บข้อมูล หรือลงทะเบียนแล้วออกจากเว็บไป เมื่อกลับเข้าเว็บมาอีกครั้ง มันจะจดจำข้อมูลของเราได้ทันที โดยที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลเข้าไปใหม่ เช่น รหัส log in, ภาษาที่ใช้ หรือสินค้าที่เคยเลือกทิ้งไว้ในตะกร้า เป็นต้น
ประเภทของคุกกี้ (Cookies)
คุกกี้แบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่สำหรับนักการตลาดจะมีคุกกี้ 2 ประเภทใหญ่ๆ นั่นคือ
1. First party cookies
เป็นคุกกี้ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเว็บไซต์ที่เราเข้าไปใช้งานโดยตรง มีแต่เว็บไซต์นั้นๆ ที่สามารถเห็นข้อมูลการใช้งานของเราได้ จุดประสงค์ก็คือเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุง user experience เป็นหลัก
2.Third party cookies
เป็นคุกกี้จากบุคคลที่ 3 อย่าง AdTech Companies หรือ Ad Networks เช่น Facebook, Google, Taboola ที่ถูกฝังเข้าไปในเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้เจ้าของคุกกี้นั้นๆ สามารถติดตามการใช้งานของเราได้
Third party cookies ถือว่าสำคัญมากสำหรับ AdTech companies และ Ad Networks ที่จะนำข้อมูลจากการทำ Cross-Tracking ไปสร้าง advertising solutions สำหรับธุรกิจต่างๆ ได้ เพราะยิ่งเข้าใจพฤติกรรมของ user มากเท่าไหร่ ก็สามารถยิงโฆษณาได้ตรง target มากเท่านั้น และมีผลทำให้ค่าโฆษณาถูกลง และ performance ดีขึ้นด้วย
Cookies จะติดตามเราไปทุกที่
ซึ่งวิธีที่เขาขายโฆษณาคือการที่บริษัท และแบรนด์เหล่านี้จะมีเว็บไซต์ตัวกลางอย่าง Facebook และ Google เพื่อที่จะคอยส่งต่อข้อมูลที่แบรนด์ต่างๆ จะโฆษณาไปให้กับกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปให้เว็บไซต์ที่เป็น Platform ต่างๆ อย่างเช่น Sephora, Amazon หรือแม้กระทั่งบางบริษัททำหน้าที่ทั้งเป็นตัวกลาง และทั้ง Platform ไปในตัว อย่างเช่น Facebook และ Google ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นผู้เล่นเจ้าใหญ่ที่สุดในโลกออนไลน์ และพวกเขามีข้อมูลอย่างละเอียดของแต่ละตัวบุคคล
ดังนั้นเวลาที่เราจะสร้างโฆษณาทั้งใน Facebook และ Google เราก็เลยสามารถที่จะเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียด เช่น กลุ่มคนอายุ 15-20 คนที่ชอบเพศเดียวกัน หรืออย่างเช่นสิ่งที่ Reebok ทำ คือคนที่เคยเข้าไปในเว็บไซต์ของเขาใน 30 วันที่ผ่านมา จะเห็นโฆษณา Reebok อยู่ทุกที่ ซึ่งที่เสียหายที่สุดคือต่อให้เราสามารถลบ Cookies ไปได้ในบราวเซอร์ของเรา แต่ข้อมูลส่วนตัวก็ยังถูกเก็บไว้ในเว็บไซต์เหล่านั้นอยู่ดี