10 สิ่งที่ควรปฏิบัติ ก่อนเริ่มธุรกิจออนไลน์และ E-COMMERCE


เมื่อสังคมต่างก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว หลายสิ่งได้ปรับตัวให้เข้ากับความทันสมัยนี้มากขึ้น ใครก็ต่างอยากทำธุรกิจออนไลน์ เพราะมีตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายจึงส่งผลให้มีผู้อยากทำธุรกิจมากมายนั่นเอง อีกทั้งความทันสมัยของเทคโนโลยีเหล่านี้ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจสินค้าออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจจำนวนมากก็ได้ให้ความสำคัญต่อการทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์และ E-Commerce เช่นกัน และ 10 สิ่งต่อไปนี้จะเป็นข้อแนะนำและเทคนิคที่ควรใช้ปฏิบัติก่อนเริ่มทำธุรกิจออนไลน์และธุรกิจ E-Commerce

1.การตั้งชื่อธุรกิจ ชื่อแบรนด์ ต้องเรียกง่าย จดจำง่าย และสามารถสื่อถึงสินค้าที่ขาย
เริ่มต้นที่การตั้งชื่อธุรกิจ ควรตั้งให้เรียกชื่อง่ายและเป็นที่จดจำได้ง่าย และมีความสอดคล้องกับสินค้าที่จะขายด้วย หรือหากทำตามพื้นฐานธุรกิจเดิม สิ่งที่เราอาจจะต้องใส่ใจคือ ชื่อแบรนด์และภาพลักษณ์ของแบรนด์นั่นเอง

2.ชื่อโดเมนต้องสั้น จำง่าย สื่อถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์
ชื่อโดเมนนั้นแสนสำคัญ ชื่อควรมีขนาดสั้นและไม่เกิน 3 พยางค์ มีการจดจำง่าย เรียกง่าย และสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องความปลอดภัยของชื่อโดเมนและเว็บไซต์ และอย่าลืมจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะว่าเราจำเป็นต้องมีตัวตนที่น่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์

3.ต้องกำหนดรูปแบบโครงสร้างและโมเดลของธุรกิจ E-Commerce ให้ชัดเจน
ต้องกำหนดรูปแบบของธุรกิจให้ชัดเจนว่าเป็นแบบ B2B (Business to Business) หรือ B2C (Business to Customer) หรือจะทำทั้งสองทางก็ได้ แต่ต้องกำหนดกลยุทธ์ว่าจะขายให้ B หรือ C อย่างไร และส่งเสริมการขายเพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้ง B และ C

4.วางแผนการตลาดให้ครอบคลุม และสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์
ลงมือวางแผนการตลาดออนไลน์ อาจทำการหาช่องทางโปรโมทสินค้า สร้างเครือข่ายบน Fan Page ของธุรกิจ E-Commerce เพื่อให้เป็นการส่งเสริมการตลาด แถมยังเป็นการเช็คผลตอบรับในการตลาดจริงอีกด้วย และเมื่อเว็บไซต์มีการสร้างเสร็จเรียบร้อยการแชร์เว็บไซต์ไปยัง Social Media ต่างๆ ก็ไม่ยากอีกต่อไป

5.คู่ค้าก็เป็นเรื่องที่สำคัญ
ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิต, ตัวแทนจำหน่าย, ผู้ให้บริการส่งสินค้า, ธนาคารหรือ Payment Gateway ที่สำคัญผู้พัฒนาระบบธุรกิจออนไลน์แบบมืออาชีพ เพราะทั้งหมดเหล่านั้นเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของเราสมบูรณ์ และเติบโตได้ ดังนั้นต้องเลือกให้ดีและเหมาะสมเพื่อที่ว่าจะได้ไม่ผิดพลาดในอนาคต 

6.การทำธุรกิจ E-Commerce ต้องมี Website Facebook Line เป็นช่องทางในการสื่อสาร ไม่ใช่ทั้งหมดของธุรกิจ
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Business) หรือธุรกิจออนไลน์ (Online Business) จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ของธุรกิจเป็นรากฐาน จะอาศัยช่องทางของ Facebook หรือ Line ก็อาจทำให้เป็นการขายที่ไม่มั่นคง 100% เพราะเนื่องจากเขาอาจสร้างเงื่อนไขอื่นๆ ในอนาคตข้างหน้าก็เป็นได้

7.ซอฟต์แวร์ E-Commerce ที่ใช้ต้องรองรับการเติบโตของธุรกิจ
จำเป็นต้องเลือกระบบบริหารจัดการร้านค้าอีคอมเมิร์ซ หรือ E-Commerce Platform โดยที่เรานั้นต้องมีเป้าหมายว่า อีก 5-10 ปี ธุรกิจของเราจะเป็นไปในทิศทางหรือรูปแบบใด จากนั้นให้กลับมาพิจารณาที่ซอฟท์แวร์ที่จะเลือกใช้ให้ละเอียดว่ามันรองรับการเติบโตของธุรกิจหรือไม่ และใครหรือบริษัทใดจะเป็นผู้พัฒนาซอฟท์แวร์อีคอมเมิร์ซนี้ให้ได้ทั้งในวันนี้และอนาคตตามเป้าหมายที่วาดไว้

8.จัดการคลังสินค้า สต๊อกสินค้า ให้มีจำนวนที่เหมาะสม มีระบบโลจิสติกส์ที่ไว้ใจได้
จัดการระบบคลังสินค้า ปริมาณสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่ามีปริมาณเหมาะสมรองรับลูกค้าได้ มี ระบบจัดการโลจิสติกส์ ที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และต้องมั่นใจว่าจะส่งสินค้าถึงมือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

9.ธุรกิจที่ดีต้องตรวจสอบได้ ตรวจสอบมอนิเตอร์ธุรกิจได้แบบเรียลไทม์
ธุรกิจที่ดีนั้นต้องตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเรื่องระบบบัญชีรายรับรายจ่าย ภาษีอากร และสามารถต้องรู้ได้ทุกเรื่องทุกเวลา และการที่สามารถมอนิเตอร์ธุรกิจได้แบบเรียลไทม์นั้น จะช่วยให้คุณเข้าใจปัญหาและจัดการกับปัญหาได้อย่างทันที

10.ธุรกิจต้องมีมาตรฐานและลูกค้าประทับใจ
ต้องแน่ใจว่าธุรกิจ E-Commerce นั้นเป็นระบบและมีมาตรฐาน และอย่าลืมว่าเราต้องนำเสนอมาตรฐานที่ดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าส่วนใหญ่ประทับใจ







ที่มา : tnt