13 กรกฎาคม 2564
แอบส่องค่าใช้จ่ายในการทำ APPLICATION

การทำแอปพลิเคชั่นสำหรับ Android และ IOS จะมีรูปแบบการทำแอพพลิเคชั่นที่เป็น Native กับการทำแอปพลิเคชั่นที่เป็น Hybrid ซึ่งมีความแตกต่างในเรื่องของระยะเวลาการทำแอปพลิเคชั่น และเทคโนโลยีในการทำแอปพลิเคชั่น สำหรับการคิดค่าทำแอปพลิเคชั่นจะอยู่ที่ระยะเวลาเป็นหลัก และส่วนที่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ เช่น เกม แอปไลพ์สด หรือแอปพลิเคชั่นขายของ จะมีเทคนิคการทำที่ต่างกันมาก ส่วนใหญ่กลุ่มที่รับทำจะเป็นคนละกลุ่มกัน โดยหลักค่าใช้จ่ายในการทำแอปพลิเคชั่นจะมีด้วยกันตามด้านล่าง

- ค่าออกแบบแอปพลิเคชั่น
สิ่งที่เราจะต้องใช้ในการคุยกับโปรแกรมเมอร์ หรือบริษัทที่รับทำแอปพลิเคชั่น สิ่งสำคัญที่จะต้องมีคือความต้องการแบบชัดเจน เพราะจะทำให้เราทราบราคาได้อย่างถูกต้อง ไม่คาดเคลื่อน 

- ค่าพัฒนาแอปพลิเคชั่น
รูปแบบที่คุ้นเคยกันส่วนใหญ่จะเป็นแบบเหมาคือ อธิบายโปรแกรมมาทั้งหมดแล้วให้คิดราคา การทำแอปพลิเคชั่นแบบนี้จะเหมาะกับแอปพลิเคชั่นขนาดเล็ก ที่ใช้ระยะเวลาการทำแอปพลิเคชั่นไม่นาน ตัวแอปพลิเคชั่นต้องไม่ซับซ้อน 

- ค่าฝากแอพในStore
การทำให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นไปติดตั้งได้จะต้องมีการอัพโหลด(ส่ง) แอปของเราไปไว้ที่ Store โดยถ้าเป็น Android จะต้องส่งไปที่ Play Store ส่วนถ้าเป็นของ IOS จะส่งไปที่ App Store  นั่นเองค่ะ

โดยค่าสมัครของระบบ  Android จะมีค่าใช้จ่าย $25 ดอลล่า หรือประมาณ 1,000 บาท โดยเสียค่าสมัครเพียงครั้งเดียว ส่วนถ้าเป็นของ IOS จะเสียค่าบริการเป็นรายปี โดยเสียปีละ $99 ดออลล่า หรือประมาณ 3,550 บาทค่ะ

- ค่าเช่าเซิฟเวอร์
ในกรณีการทำแอปพลิเคชั่นแบบออนไลน์ที่จะต้องมีเซิฟเวอร์สำหรับเก็บข้อมูล หรือสื่อสารกันระหว่างผู้ใช้งาน ปกติการเช่าเซิฟเวอร์จะดูจากขนาดของข้อมูลที่จะเก็บ และในส่วนของจำนวนของมูลที่จะต้องมีการรับส่งกัน เช่น แอปสำหรับแชท หรือรับส่งข้อความ แม้จะไม่มีการเก็บข้อมูลบนเซิฟเวอร์เลยก็ตาม แต่จะมีปริมาณข้อมูลที่จะต้องรับส่งกัน ก็จะมีการคิดในส่วนนี้ด้วย

- ค่าดูแล
สำหรับการดูแลหลังจากที่แอพใช้งานได้แล้วจะมี 2 ส่วน
ในกรณีที่แอพมีปัญหา หรือต้องการความสามารถเพิ่ม จะมีค่าดูแลแบบรายครั้ง และแบบรายเดือน 
ในส่วนของเซิฟเวอร์ที่อาจจะมีการเพิ่ม แก้ไขข้อมูล หรือตรวจสอบแก้ปัญหาของโปรแกรม จะมีค่าดูแลเป็นแบบรายครั้ง