แน่นอนว่าปัญหาของคนทำ Content ทั้งหลายที่มักจะเจอ ก็คือ การเกิดทางตัน คิดไม่ออกว่าจะทำ Content อะไรต่อไปดี วันนี้ลองมาดูรูปแบบ Content ที่นักการตลาดสาย Content Creator ต้องมีใส่ไว้ใน Content Pillar เพื่อให้ไอเดียการเขียนคอนเทนต์ของเราไม่ตัน แถม Feed ช่องทางเราก็จะได้มีอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาด้วยค่ะ
สิ่งนึงที่จะช่วยให้ทั้งลูกค้า และเราเบื่อน้อยลงก็คือ การรู้จักปรับ Content เรื่องเดิมให้ดูใหม่ โดยวิธีก็คือการทำมาดัดแปลงให้เป็นเนื้อหารูปแบบใหม่ หลากหลายการพรีเซนท์มากขึ้นนั่นเองค่ะ แต่จะมีรูปแบบไหนบ้างนั้น ลองมาดูกันได้เลย จะได้เอาไปใส่ใน Content Pillar สำหรับเดือนถัดๆ ไปได้เลยค่ะ
- เขียนบล็อก
ข้อดีของการเขียนบล็อกก็คือการที่แบรนด์จะได้ลงลึกในเรื่อง Specific ต่างๆ ได้มากขึ้นตามความถนัดค่ะ ซึ่งเมื่อเราได้เจาะลึกในประเด็นต่างๆ แล้ว แบรนด์ของเราก็จะเหมือนการได้สร้าง Expertise ในส่วนนั้นๆ ไปด้วย
- Case studies หรือ Testimonials
การที่เราขายของ มีลูกค้ามารีวิวให้ หรือ Comment อะไร เป็น Positive Feedback ดีๆ เราควรที่จะหยิบสิ่งเหล่านี้มาพรีเซนท์ต่อ ด้วยการแปะรูปเข้าไปด้วยว่านี่ลูกค้าซื้อจริง ใช้จริง รีวิวจริง ทั้งนี้ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในลูกค้าใหม่ๆ ได้แล้วค่ะ
- เนื้อหาเบื้องหลัง
อย่างเช่น นำเสนอแบรนด์ในเบื้องหลังว่ากว่าจะมาเป็นสินค้านี้นั้น แบรนด์ของเราเจอ Pain point อะไร หรือมีไอเดียเริ่มจากไหน กระบวนการผลิตสะอาดได้มาตรฐานแค่ไหน เป็นต้น ซึ่งข้อดีของการบอกเบื้องลึกเบื้องหลังก็คือ เนื้อหาที่ไม่ต้องสร้างภาพมากเกินไปนัก เป็นเนื้อหาที่เรียลมักถูกใจคนสมัยนี้มาก
- Quotes
คำพูดเก๋ๆ เราอาจจะทำบนภาพ Background บางอย่าง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ หรือจะทำเป็นภาพบนปกสีเปล่าๆ ก็ได้ ยิ่งถ้าเป็น Quotes จากคนดังในเรื่องที่แบรนด์เรากำลังจะสร้าง ยิ่งดีมากๆ เช่น เราขายอาหารแมวก็อาจจะหยิบยก Quotes จากดาราที่รักแมวมากๆ หรือคำพูดจากคุณหมอ เป็นต้น
- Video อธิบาย
แน่นอนว่า Video อธิบายหรือ Explainer Video เพื่ออธิบายเรื่องบางอย่างให้คนฟังเข้าใจ ถ้าหากเรื่องอะไรที่ทำเป็นภาพ หรือเขียนแล้วจะเข้าใจยากนั้น ลองปรับมาอธิบายด้วยภาพเคลื่อนไหวแบบ Video ดูบ้าง ทั้งนี้จะได้ทั้งอรรถรส และทำให้คนอยากติดตามมากกว่าด้วยค่ะ
- Events
เป็นกการจัก Event บนออนไลน์ เหมาะกับช่วงสถานการณ์โควิดมากๆ เพราะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่นอกจากจะได้เข้าใกล้กับผู้บริโภคมากขึ้นแล้ว ยังเป็นรูปแบบเนื้อหาที่ทำให้ลูกค้าพูดคุยกับแบรนด์ได้แบบ 2-ways-communication อีกด้วย เราอาจจะจัดใน Clubhouse หรือ Twitter Spaces ก็ได้ค่ะ
- โพสต์งานเทศกาล
เชื่อว่านักการตลาดสายคอนเทนต์ไม่เคยพลาดกับการทำโพสต์งานเทศกาล วันสำคัญต่างๆ แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การหาวันสำคัญที่ตรงกับแบรนด์ หรือธุรกิจของเราด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างสีสันและ Engagement ให้ช่องของเราด้วยค่ะ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลย ก็คือการแบ่งประเภทให้ชัดเจน
ซึ่งส่วนใหญ่ Content Pillar แบ่งออกได้ประมาณ 4 แบบคือ
Content Promotion : บอกโปรโมชั่นของร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นลดแลกแจกแถม
Content Lifestyle : เป็นได้ทั้งโพสต์ภาพสวยๆ Quote เจ๋งๆ หรือจะเป็นความรู้เกี่ยวกับ Lifestyle ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์
Content Entertain : คอนเทนต์แนวนี้ส่วนใหญ่แบรนด์จะมีมาสคอต เพราะคาแรคเตอร์สนุกสนานเป็นสิ่งที่สร้างยาก จึงต้องมีคอนเทนต์เพื่อ Represent มาสคอต และขายแบรนด์ในเวลาเดียวกัน
Content Realtime : คอนเทนต์ที่ทำให้ Organic พุ่งขึ้นมารวดเร็ว เพราะเล่นโยงกับกระแสในช่วงนั้น
เมื่อเราได้ประเภทที่เหมาะสมกับแบรนด์แล้วให้ชั่งน้ำหนักว่าแบรนด์ของเราควรโพสต์ประเภทไหนมากที่สุด เช่น Content Promotion 30%
Content Lifestyle 20%
Content Entertain 30%
Content Realtime 20%
การเริ่มคิดเป็นขั้นตอน จะทำให้เราเห็นภาพรวมว่าจะเกิดคอนเทนต์อะไรบน Social Media บ้าง เราต้องวาง Pillar แบบไหนถึงจะครอบคลุมทุกจุดเด่นที่แบรนด์มี พอเริ่มไปไม่นานไม่เกิน 1-2 เดือนจะเริ่มมีคนติดตามเรามากขึ้น หลังจากนั้นทุกอย่างจะเริ่มง่าย ซึ่งเกิดจาก Social Media มีพลังมากขึ้นนั่นเองค่ะ