ทักษะเสริมที่ควรมี สำหรับ Data Scientist
25 สิงหาคม 2563

ทักษะเสริมที่ควรมี สำหรับ Data Scientist

Data Scientist หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เราจะนึกถึงการวิเคราะห์ทางสถิติ ภาษา Python พวกโมเดลที่ใช้พยากรณ์ผลลัพธ์ แต่ความจริงแล้วคนในบริษัท (หรือคนอื่นที่มอง Data Scientist) คาดหวังว่าตัว Data Scientist จะต้องสื่อสารรู้เรื่อง เก่งเรื่องการแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย ประสานงานกับคนอื่นได้ Data Scientist ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆที่ถูกคาดหวังว่าต้องมีทักษะเสริมแต่จำเป็นสำหรับการทำงาน

1. Data Wrangling: งานที่ Data Scientist หนีไม่พ้น
เราอาจจะคิดว่า Data Scientist คงจะใช้เวลาส่วนใหญ่พิมพ์ Python คิดโมเดลทำนายผลลัพธ์ ความจริงคือ งาน Data Science หมดไปกับ Data Wrangling หรือการปรับเปลี่ยนหน้าตาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมสำหรับใช้วิเคราะห์ เริ่มจากหาข้อมูล ปรับเปลี่ยนหน้าตาข้อมูล และจัดโครงสร้างให้ข้อมูลอยู่ในระบบระเบียบ

คนที่เก่ง Data Wrangling จะคอยหาโอกาสหาทางรวมขั้นตอนการดำเนินงานจากโปรเจคต่างๆไว้ในงานเดียว (คือทำครั้งเดียว แต่ช่วยให้โปรเจคหลายๆโครงการเสร็จเร็วขึ้น) มี Template สำหรับการแสดงข้อมูลเบื้องต้นให้ทีม Data Visualization ไปทำงานต่อ เป็นต้น ฉะนั้นคนทำ Data Wrangling เป็น ก็ต้องมีทักษะเขียนโค้ต เข้าใจสถิติ และ System Architecture

2. Data Analysis: สร้าง ทดสอบโมเดล และทำนายเทรนด์ต่างๆจากข้อมูล
พยายามหาความหมายว่าข้อมูลที่เรามีนั้น กำลังจะบอกอะไรเราโดยการสร้างสมมติฐาน สร้าง ทดสอบโมเดลเพื่อให้ได้โมลเดที่ทำนายผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ที่สำคัญคือโมเดลที่ดีที่สุดที่ได้มานั้น ต้องเหมาะสมในแต่ละบริบท แต่ละสถานการณ์ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใช้โมเดลเดียวทำนายผลลัพธ์แล้วใช้ได้ทุกสถานการณ์

ตรงนี้แหละ เป็นจุดแรกที่ Data Scientist ไม่ควรจะเก่งแค่โค้ดคอมฯกับตัวเลอย่างเดียว ทักษะอย่าง Critical Thinking การรู้จักบริบทที่ใช้ การเรียนรู้พฤติกรรมของมนุษย์ ของสังคมกลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะถ้าไม่รู้จักบริบท เราก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่โมเดลที่เราใช้ทำนายจะถูกต้องน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน?

3. Project Management: การจัดการโปรเจคและประสานงานกับคนในทีม
บางคนที่ถนัดคำนวน ถนัดงานด้านไอที แต่ไม่ถนัดประสานงาน คุยกับคนก็ลำบากหน่อย เราถูกคาดหวังว่าจะต้องมีทักษะการลำดับความลำคัญก่อนหลัง รู้จักเจรจาต่อรอง โปรเจคที่มีคนจากหลายๆฝ่าย เราต้องหาทางคุยเพื่อลดช่องว่างความไม่เข้าใจกัน เพื่อเอาทักษะของแต่ละคนมาช่วยทำโปรเจคให้สำเร็จ เราต้องมั่นใจว่าทุกคนในทีมคุยด้วยภาษาเดียวกัน ไม่ใช่เข้าใจอยู่ฝ่ายเดียว

เพราะเราอาจจะไปเจอฝ่ายที่ไม่รู้เรื่อง Data Science เลยแต่คนนั้นมีความสามารถที่ทำให้โปรเจคสำเร็จก็ได้ เช่นการดีไซน์การแสดงผลลัพธ์ของข้อมูล (Data Visualization) ที่ไม่ใช่ Data Scientist ทุกคนจะรู้จักหลักดีไซน์ ความท้าทายคือจะคุยกับฝ่ายการฟฟิคอย่างไรให้เข้าใจสิ่งที่ Data Scientist ต้องการจะสื่อ

4. Design: ทำให้คนที่ไม่รู้จัก Data ได้เข้าใจ Data ได้ภายในไม่กี่นาที
อย่างน้อยที่สุด Data Scientist ก็ควรจะเข้าใจหลักดีไซน์ไว้บ้าง รู้จักการจัดวางและแก้ไขตำแหน่งของภาพอย่างไรให้คนอ่าน คนดูเข้าใจข้อมูลที่เราต้องการสื่อ รู้จักการทำต้นแบบ Template ในการสร้าง Visualization ให้ใช้ได้สำหรับข้อมูลที่ต้องการพรีเซนต์เป็นประจำก็ยังดี แต่คงหวังให้เก่งเท่าคนที่เก่งด้านดีไซน์จริงๆนั้นคงยาก ทั้ง Information Design, Presentation Design, Design Thinking และการพูดโน้มน้าวจูงใจคนเป็น

5. Subject Expertise: ความรู้ในเรื่องที่ต้องการศึกษา
เพราะ Data Science ไม่ได้ถูกจักัดอยู่ในวงการธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นวงการแพทย์ การศึกษา ฯลฯ เช่นการทำนายค่า PM 2.5 ในพื้นที่ต่างๆ

แต่ต่อให้เป็นวงการธุรกิจ ก็ไม่ใช่ Data Scientist ทุกคนที่เข้าใจหลักการธุรกิจ พูดอีกอย่างหนึ่งคือเราต้องคอยเช็คว่าผลลัพธ์ที่โมเดลทำนายให้นั้น สำคัญกับเป้าหมายทางธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ใช้ตัดสินใจเรื่องๆต่างๆในบริษัทได้หรือเปล่า? คนที่เก่งทั้ง Data Science และธุรกิจ จะต้องคอยบอกคนในทีมว่าผลลัพธ์แบบไหนที่ตรงเป้าหมายธุรกิจ เช่นการเงิน การตลาด การรับส่งสินค้า ฯลฯ จะได้รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่จำเป็นต้องทำ

6. Storytelling: พูดอย่างไรให้คนที่อยู่นอกวงการฟังแล้วเข้าใจ
Data Scientist ที่มีทักษะ Storytelling ด้วยจะเริ่มจากเข้าใจลักษณะ ระบบ โครงสร้างที่มาทีไปของข้อมูล ก่อนที่จะพรีเซนต์ Data Visualization พวกกราฟแผนผังต่างๆ ความท้าทายคือการเล่าสิ่งต่างๆที่เคยเกิดขึ้น เกิดขึ้นตอนนี้ และอาจจะเกิดขึ้นให้คนทั่วไปฟังให้เข้าใจโดยไม่ใช้ภาษาที่เข้าใจยาก เป็นคำศัพท์ที่คนำทำงานเข้าใจกันเอง การทำสไลต์ และเขียนคำบรรยาย สคิรปคำพูดต่างๆ กลายเป็นงานที่ Data Scientist ถูกคาดหวังว่าควรทำให้เป็น

 

 

 


ที่มา : marketingoops