ก่อนที่เราจะไปหาคำตอบกันว่าคีย์เวิร์ดแบบไหนที่ทำให้ลูกค้าเห็นแล้วต้องคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์ ลองมาดูกันก่อนว่าคีย์เวิร์ดที่เราพูดถึงนั้น สามารถแบ่งออกได้กี่ประเภท แล้วแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ
Keyword สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท
ประเภทที่ 1 - Seed Keyword
เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเราแบบกว้างๆ ไม่เจาะลึก แต่สามารถไปสู่คีย์เวิร์ดประเภทอื่นๆ ได้ เช่น "กระเป๋าสตางค์" เป็นต้น ซึ่ง Seed Keyword นั้นจะเป็นคำประเภทที่มีปริมาณการค้นหาที่สูง เพราะไม่ว่าคนจะค้นหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับ กระเป๋าสตางค์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งซื้อ การขาย ยี่ห้อ หรือการเช็กราคา ก็มักจะมี Seed Keyword ประกอบอยู่ด้วยทั้งนั้น
ประเภทที่ 2 - Niche Keyword
Niche Keyword ก็ยังคงเป็นคีย์เวิร์ดที่ยังกว้างอยู่ค่ะ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็มองได้ว่า Niche Keyword จะเป็นคำขยายของ Seed Keyword เหมือนการบอกกลุ่มกว้างๆ ของคีย์เวิร์ดนั้นๆ เช่น กระเป๋าสตางค์ใบยาว จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ผู้ชาย หรือผู้หญิง แบบไหน สีอะไร หนังแท้ หรือหนังเทียม ก็จะยังอยู่ในกลุ่มกระเป๋าสตางค์ใบยาวนั่นเองค่ะ
ประเภทที่ 3 - Niche Long-tailed Keyword
คีย์เวิร์ดประเภทนี้เป็นคำค้นที่เฉพาะเจาะจงลึกลงไปถึงรายละเอียดของสินค้ามากขึ้น ทั้งรุ่น สี ขนาด หรือวัสดุ เช่น "กระเป๋าสตางค์ใบยาวสีแดง ซิปรอบ ขนาด 10" เป็นต้น
โดย Niche Long-tailed Keyword คือคีย์เวิร์ดประเภทที่เจ้าของธุรกิจควร-ความสนใจ เพราะเป็นคีย์เวิร์ดที่ถูกค้นหาโดยคนที่เป็นลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อสินค้าของเราจริงๆ
วิธีเลือก Keyword ให้เหมาะสมกับเว็บไซต์
1. ต้องเกี่ยวกับสินค้า และบริการอย่างชัดเจน
คีย์เวิร์ดที่เราเลือกใช้นั้น จะต้องเป็นคำค้นที่บ่งบอกถึงตัวสินค้า และบริการของเรามากที่สุด โดยอาจเลือกใช้เป็นคีย์เวิร์ดประเภท Niche Long-tailed Keyword เพราะยิ่งระบุรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้ค้นหาจะเข้ามาเป็นลูกค้าคุณก็มีมากเท่านั้น
2. ต้องมีปริมาณการค้นหาพอสมควร
คีย์เวิร์ดที่ดีจะต้องมีปริมาณการค้นหาพอสมควร เนื่องจากข้อแรกคือเป็นการแสดงให้เห็นว่ามีคนมีความต้องการที่จะค้นหาสิ่งนั้นจริงๆ ข้อสองคือถ้าคีย์เวิร์ดมีปริมาณการค้นหาที่น้อยเกินไปนั้น แสดงว่าสิ่งนั้นไม่เป็นที่นิยมมากนัก หรือมีความเฉพาะกลุ่มมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถพา Traffic เข้าเว็บไซต์เราได้นั่นเอง
3. ต้องแข่งขันได้
สำหรับข้อนี้อาจจะต้องใช้ตัวช่วยอย่าง Ubersuggest KWfinder หรือ MOZ เพื่อวิเคราะห์ Keyword Difficulty หรือความยากง่ายในการแข่งขันของคียเวิร์ดคำนั้นๆ ว่ามีอัตราการแข่งขันสูงหรือไม่ ยกตัวอย่าง ถ้าเราเพิ่งทำเว็บไซต์ใหม่ๆ หากเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีอัตราการแข่งขันสูง ก็อาจจะสู้กับเว็บไซต์ใหญ่ๆ ที่เปิดมานาน และมีอันดับสูงได้ยาก ดังนั้นจึงควรเลือกคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันต่ำแล้วค่อยๆ ไต่อันดับไปจะดีกว่า
4. ต้องเป็น High Commercial Intent Keyword
คีย์เวิร์ดประเภทนี้เป็นคำค้นที่เจ้าของธุรกิจควรสนใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นคีย์เวิร์ดที่คนตั้งใจค้นหาเพื่อซื้อสินค้า ไม่ใช้แค่การหาข้อมูล ซึ่ง High Commercial Intent Keyword ก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
- Buy Now Keyword
เป็นกลุ่มคำที่คนใช้เมื่อต้องการซื้อสินค้า หรือบริการแบบทันที เช่น จองโต๊ะร้าน XXX เช่าคอนโดติดรถไฟฟ้าตลาดพูล ขายเซิร์ฟสเก็ต พร้อมส่ง เป็นต้น
- Product Keyword
เป็นคำที่เน้นการหาข้อมูลโดยละเอียดของสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งคนที่ใช้คำประเภทนี้ในการค้นหา มีแนวโน้มสูงมากว่าต้องการซื้อสินค้าชิ้นนี้ เช่น รีวิวเครื่องฟอกอากาศ ที่พักหัวหินติดทะเล เป็นต้น
สำหรับคุณแล้วคีย์เวิร์ดที่ดีคืออะไร? ถ้าเราเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยจากข้อต่างๆ ที่บอกไปเบื้องต้น ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิด Traffic แบบ Organic (ลูกค้าคลิกเข้ามาแบบไม่พึ่งโฆษณา ไม่ต้องเสียเงิน) แน่นอนว่าเมื่อมีคนเข้ามาในเว็บไซต์เรามากเท่าไหร่ โอกาสที่เขาเหล่านั้นจะตัดสินใจมาเป็นลูกค้าของเราก็มีเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น